เที่ยวไปทั่ว..กับลานนาทัวร์ริ่ง
• ลานนาทัวร์ริ่ง LannaTouring
• ใบอนุญาตเลขที่ 21/00574
Tel : (HOT LINE)
086-3453730, 087-5793337
LINE No.
083-761 7040, 084 - 335-7175
Email/Skype
lannatouring@hotmail.com
เที่ยวกับลานนาทัวร์ิ่ริ่ง
• หน้าแรก ลานนาทัวร์ริ่ง
• ทัวร์โปรโมชั่น 2557
• ทีมงานลานนาทัวร์ริ่ง
ทัวร์โปรโมชั่น(แนะนำ)
• ทัวร์น่าน-หลวงพระบาง
(เส้นทางสายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบาง
(ผ่านเส้นทางน่าน-สายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบางเส้นทางน่าน
• เส้นทางหลวงพระบางทางน่าน
• ล่องเรือหลวงพระบางทางน่าน
• เที่ยวน่านหลวงพระบางทางรถ
ข้อมูลท่องเที่ยวน่าน
•เที่ยวน่านเมืองเก่า วัดภูมินทร์
•เที่ยวดอยภูคา หนองบัว ไทลื้อ
•เที่ยวห้วยโก๋นชายแดนลาว
•เที่ยวบ่อเกลือ เกลือภูเขา
•เที่ยวล่องแก่งน้ำว้าน่าน
•เทียวผาชู้ ดอยเสมอดาว
เที่ยวน่านกับ อสท.
ท่องเที่ยวน่านกับนิตยสารอสท.
• สองน่องท่องเมืองแฝด
น่านหลวงพระบาง
• ทางภูเขาเรื่องราวเมืองน่าน
• ภูเข้วิถีแห่งขุนเขา
ข้อมูลท่องเที่ยวไทย
ท่องเที่ยวไทยกับททท.
• สถานที่ท่องเที่ยวประเทศไทย
ข้อมูลท่องเที่ยวต่างประเทศ
• ข้อมูลท่องเที่ยว ลาว
• ข้อมูลท่องเที่ยว กัมพูชา
"เที่ยวน่าน..กับ อ.ส.ท."
ทางภูเขา..เรื่องราวเมืองน่าน


กุลธิดา สืบหล้า....เรื่อง/บารมี เต็มบุญเกียรติ.....ภาพ

ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอนุสาร อ.ส.ท.
ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท.ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549
หมู่บ้านในหุบเขากระจายอยู่เป็นกลุ่มๆ ทั่วไปในเทือกดอยที่สามารถมองเห็นได้จากจุดชมวิวที่
สวยจับตา ของอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ในอำเภอบ่อเกลือ
1...
ฝนที่เพิ่งมาหยุดเอาเมื่อเช้าตรู่ทิ้งตัวเมืองไว้กับสีหม่นเทาและร่องรอยความฉ่ำชื้น ฉันเอ่ยชมโรงแรมกับสมนึก ราชสิงห์ ขณะรอเช็กเอาต์ "ผมมาเช่าทำรายที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของหรอก" ชายชราออกตัวแล้วชี้ไปที่ภาพชายหนุ่มบนหลังม้า ใต้ภาพนั้นกำกับชื่อนายเก่งหย่วน แซ่ห่าน "ลูกหลานของคนในภาพต่างหากครับ"

ิโรงแรมน่านฟ้าที่โด่งดังสร้างโดยชายชราชาวจีนไหหลำผู้นี้เอง เขาเข้ามาทำไม้ เป็นเจ้าของโรงเลื่อย และสร้างโรงแรมแรกของน่านด้วยไม้สักทั้งหลักเมื่อ 60 กว่าปีก่อน เสาทุกต้นที่เราเห็นชั้นล่าง คือต้นเดียวที่เห็นบนชั้นสามของโรงแรม มันสะท้อนให้เห็นว่า น่านเคยมีป่าสักสมบูรณ์แค่ไหน "ต้นสักต้องแย่งกันแทงยอดขึ้นไปรับแสง แล้วอีกอย่างความที่มันเบียดกันแน่นแต่ละต้นจึงทั้งสูงและตรงได้ขนาดนี้" ลุงสมนึกรู้ดี เพราะเคยเป็นช่างรับเหมาก่อสร้าง

ตรงเคาน์เตอร์ยังมีภาพถ่ายขาว-ดำบอกเล่าว่า เคยมีคณะฑูตจีนมาเยือนโรงแรมเมื่อปี พ.ศ.2500 ภาพชุมชนกลางเมืองก่อนถูกไฟใหม้ครั้งใหญ่ จากนั้นจึงกลายเป็นตึกแถวฝั่งตรงข้ามอย่างที่เห็น "เอ้านี่ มาคราวหน้าผมลดลงให้ห้องละ 50 บาท" ลุงสมนึกยื่นนามบัตรระบุคำว่า "บัตรกิตติมศักดิ์" มาตรงหน้า พร้อมกับบอกทางไปวัดพระธาตุแช่แห้งให้ ฉันกล่าวขอบคุณและยิ้มกับบัตรสีฟ้าๆ ในมือ
ฟ้าใกล้ค่ำบนวัดพระธาตุเขาน้อย
เมื่อมองผ่านองค์พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรี-
ศรีเมืองน่าน ลงไปจะเห็นไฟในตัวเมืองน่านสว่างวิบวับ

เราโยนสัมภาระทั้งหมดขึ้นรถ ตรงดิ่งไปวัดพระธาตุแช่แห้งปูชนียสถานคู่เมืองน่านอันเก่าแก่อายุมากกว่า 600 ปีในอำเภอภูเพียง ห่างจากตัวเมืองน่านไป 2 กิโลเมตร เรื่องราวของพระธาตุแช่แห้งเริ่มขึ้นในสมัยพระยาการเมือง เจ้าผู้ครองวรนคร ราวปี พ.ศ.1896 ท่านได้เดินทางไปร่วมสร้างอารามหลวงในกรุงสุโขทัย ทำให้พระยาโสปัตติกันทิ ผู้ครองนครเมืองสุโขทัยยินดีมาก จึงได้มอบพระบรมสารีริกธาตุ 7 องค์ พร้อมด้วยพระพิมพ์ทองคำและพระิพิมพ์เงินอย่างละ 20 องค์ให้กลับมา

พระยาการเมืองอัญเชิญสิ่งที่ได้รับทั้งหมดไปยังดอยภูเพียงแช่แห้ง หลังจากปรึกษากับพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่แล้วว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสม จากนั้นก็ฝังดินแล้วก่อเจดีย์สูง 1 วาทับไว้และด้วยความศรัทธาในองค์พระธาตุนี้เอง พระยาการเมืองถึงกับย้ายเมืองวรนครบริเวณอำเภอปัวมาสร้างใหม่ที่เชิงดอยภูเพียงแช่แห้ง โดยเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองภูเพียงแช่แห้ง แต่เมื่อผ่านพ้นมาถึงยุคสมัยพระยาผากอง ซึ่งเห็นว่าชาวเมืองต้องอยู่อย่างลำบากเพราะขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง จนในปีพ.ศ. 1911 ท่านจึงได้อพยพไพร่พลข้ามแม่น้ำน่านมาตั้งบ้านเมืองบริเวณที่เป็นจังหวัดน่านในปัจจุบัน

แม้ในตัวเมืองจะอยู่ห่างออกมา แต่พระธาตุประจำปีเถาะแห่งนี้ก็ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองมาตลอด มีการบูรณะองค์พระธาตุหลายครั้ง ล่าสุดกรมศิลปากรได้ซ่อมแซมโครงสร้างและเปลี่ยนทองจังโก้ใหม่ทั้งองค์ แล้วปิดทับชั้นนอกด้วยทองคำเปลว เจดีย์พระธาตุแช่แห้งจึงเหลืองอร่ามอยู่ในแสงแดดยามนี้
ความวิจิตรมลังเมลืองของพระพุทธรูปปางมารวิชัย
ที่หันพระปฤษฎางค์ชนกัน บ่ายพระพักตร์ไปยังทิศทั้งสี่ ภายในวิหารจัตรุมุขวัดภูมินทร์

เราไปวัดภูมินทร์กันต่อหลังจากช่างภาพได้ไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของเขาแล้ว พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้ครองนครน่าน เป็นผู้สร้างวัดนี้ในปี พ.ศ. 2139 โดยสร้างโบสถ์และวิหารเป็นหลังเดียวกันรูปจัตุรมุข คือ มีบันไดกับประตูทางออกทั้งสี่ทิศ เมื่อเข้าไปข้างใน เราพบความงามของพระพุทธรูปปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระปฤษฎางค์ชนกัน หันพระพักตร์สู่ประตูคอยปกปักรักษาเมืองน่านทั้งสี่ทิศ โดยที่เบื้องหลังเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนยอดนั้น สูงขึ้นไปจนชนเพดานวิหารที่ประดับประดาด้วยดาวเพดานแสนวิจิตร

ในวิหารยังน่าตื่นตาด้วยจิตรกรรมฝาผนังแบบไทยลื้อ ซึ่งคาดว่าคงวาดขึ้นในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเมื่อครั้งที่มีการบูรณะวัดครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ.2410 ผนังทุกด้านแน่นเต็มไปด้วยภาพวาดอันน่าทึ่ง ด้านทิศตะวันตออก ทิศเหนือ และทิศใต้ เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งด้วยพระสาวก ต่ำลงมาเล่าเรื่องคันธกุมารชาดกต่อเนื่องกันตลอดทั้งสามด้าน ผนังทางทิศตะวันตกตอนบนเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ส่วนตอนล่างเป็นภาพพระเนมีราชชาดก ทว่าที่เลื่องลือที่สุดเห็นจะเป็นภาพวิถีชีวิตของคนน่าน ที่ทำให้เราเพ่งติดตามไปอย่างช้าๆ ขบคิดถึงสิ่งซ่อนเร้น และอดยิ้มไม่ได้กับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือของช่างวาดนิรนามคนนี้

การตีความภาพวาดยังดำเนินอยู่แม้รถจะออกจากตัวเมืองด้วยทางหลวงหมายเลข 1080 ที่ร่มครึ้มด้วยต้นสักปลูกทิ้งระยะกันห่างๆ ภูเขาเตี้ยๆ ถูกพลิกหน้าดินเตรียมเพาะปลูกจนกลายเป็นภูเขาสีน้ำตาล ราวกิโลเมตรที่ 20 เราเห็นป้ายทางขวามือเขียนไว้ว่า หอศิลป์ริมน่าน ในความร่มรื่นปกคลุมอาคารแปลกตาไว้ นี่คือหอศิลป์ที่ก่อตั้งโดยวินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่าน ซึ่งจะมีงานศิลปกรรมร่วมสมัยมาจัดแสดงหมุนเวียนตลอดทั้งปี ส่วนชั้นบนสุดจัดแสดงงานชุดแรงบันดาลใจของมรดกน่าน ผลงานของวินัยเอง ภาพศิลปะร่วมสมัยนั้น ทั้งสวยและเกินคาดเดาถึงความหมาย แต่ก็ช่วยให้เรากลับออกมาบนถนนอย่างรื่นรมย์ที่สุด
พระธาตุแช่แห้งเป็นปูชนียสถานคู่เมืองน่านมาตั้งแต่สมัย
พระยาการเมือง เจ้าผู้ครองวรนครเมื่อ 600 กว่าปีก่อน บรรจุพระเกศาธาตุพระบรมสารีริกธาตุส่วนข้อพระหัตถ์ซ้าย
และเศษพระสรีรังคารธาตุง ตั้งอยู่บนดอยภูเพียงแช่แห้งซึ่งเคยเป็นศูนย์กลาง
ของน่านในอดีต

จากนี้ไปอีก 23 กิโลเมตรจะถึงอำเภอท่าวังผา ถนนสองเลนตัดผ่านทุ่งนาเจิ่งน้ำสุดลูกหูลูกตา ภูเขาถูกเมฆคลุมยอดไว้จนมิด ชาวนะขะมักเขม้นกับการงานเห็นอยู่ไกลๆ ฉันว่าวันนี้เราชมงานศิลปะมาตั้งแต่เช้า น่าจะแวะดูจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัวกันต่อ ซึ่งช่างภาพก็เห็นด้วย ดังนั้น เมื่อเข้าเขตตัวอำเภอท่าวังผา ข้ามสะพานข้ามน้ำย่าง เราจึงเลี้ยวซ้ายตรงป้ายวัดหนองบัวไปอีก 4 กิโลเมตร ลัดเลาะตามถนนในหมู่บ้านหนองบัว ซึ่งชาวบ้านสืบเชื้อสายมาจากชาวไทยลื้อที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนาเมื่อ 180 ปีก่อน เช่นนี้ นอกจากความเก่งทางเชิงช่างของผู้ชายแล้ว ฝีมือการทอผ้าฝ่ายหญิงก็ไม่เป็นรองใคร

วัดหนองบัวไม่ใช่วัดหลวงเช่นวัดภูมินทร์ วิหารจึงไม่อลังการเท่า แต่ก็สวยแบบพื้นบ้านไทยลื้อด้วยรูปทรงเตี้ย ด้านหน้าย่อมุมเป็นมุขโถงซึ่งทำบันไดไว้ มีสิงห์ปูนปั้นเฝ้าประตูอยู่ 2 ตัว หน้าบันเป็นแผ่นไม้สีฟ้า ประดับประดาด้วยลวดลายงดงาม หลังคาซ้อนลดหลั่นกันลงมาจนต่ำ หน้าจั่วตกแต่งด้วยปูนปั้นรูปนาคและมกร

จิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดหนองบัว
นั้นด้านหลังพระประธานเป็นพุทธประวัติ ส่วนอีก 3 ด้าน ช่างวาดคือหนานบัวผันเล่าถึงจันทคาธชาดก นิทานธรรมเก่าแก่ในปัญญาสชาดก ซึ่งปรากฎเป็นภาพเขียนที่นี่เพียงแ่ห่งเดียว สอดแทรกด้วยภาพความเป็นอยู่และการแต่งกายของหญิงชายชาวเมืองเปี่ยมชีวิตชวา เรื่องราวที่โลดแล่นอยู่บนผนังเหล่านี้วาดด้วยสีฝุ่น มีการรองพื้นโดยใช้สีฟ้ากับสีน้ำตาล อันเป็นคู่สีที่นิยมในสมัยหนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นสมัยรัชกาลที่ 4-5 สังเกตจากภาพเรือกลไฟ ภาพทหารฝรั่งถือปืนยาวติดดาบตรงปลาย ที่มีให้เห็นอย่างแพร่หลายในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม หลายภาพก็เริ่มลบเลือนไปมากแล้วจนน่าใจหาย
งาช้างดำเป็นสมบัติล้ำค่าคู่เมืองน่าน เป็นงาตันสีน้ำตาลเข้ม
หนัก 18 กิโลกรัม เล่ากันว่าอีกกิ่งหนึ่งอยู่เมืองเชียงตุง หากนำมาอยู่ด้วยกันจะเกิดอาเพศและผู้ครอบครอง
ต้องเป็นเจ้าผู้ครองนครเท่านั้น

ฉันเดินเล่นอ้อมวิหารไปทางด้านหลัง ที่นั่นมีบ้านไทยลื้อจำลองหลังหนึ่ง ใต้ถุนมีกลุ่มทอผ้ากลุ่มเล็กๆ อยู่ด้วย หญิงสูงวัยยิ้มเมื่อฉันยืนมองมือของเธอพุ่งกระสวยไปมาเพลินๆ ทุกวันนี้บ้านหนองบัวเหลือช่างทอแค่ 20 กว่าคน การทอผ้าลายน้ำไหล อันเป็นลายเอกลักษณ์ของน่านนั้น ต้องอาศัยความอดทนและตั้งใจจริง ซึ่งสาวๆ รุ่นใหม่มักมองว่าเป็นเรื่องคร่ำครึ ก่อนกลับฉันซื้อผ้าพันคอจากหญิงชรามาหนึ่งผืน อย่างน้อยที่สุด ฉันหวังว่าการได้เห็นผืนผ้าที่นั่งทอหลังขดหลังแข็งผืนนี้ นำไออุ่นและความรื่นรมย์ไปสู่อีกคนในโลกภายนอก อาจช่วยหล่อเลี้ยงกำลังใจให้กลุ่มทอผ้าเล็กๆ ในวันเงียบเหงาวันนี้ได้บ้าง
ภาพวาดเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกในวิหาร
วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ฝีมือช่างชาวไทยลื้อที่งดงามร่วมสมัยกับภาพวาด
ที่วัดภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นการแต่งกายของ
หญิงสาวในสมัยนั้น

จากท่าวังผาเราจะถึงอำเภอปัวกันอีก 16 กิโลเมตร แสงแดดยามบ่ายกวาดเมฆฝนจนล่าถอย เราแอบรถริมถนน ช่างภาพจ้ำลงไปในนาที่ต้นกล้าอาบแดดจนเขียวใส น้ำในนาก็ย้อนแสงจนวิบวับ ชาวนาสี่ห้าครเร่งถอนกล้าข้าวเหนียวพันธุ์ กข 10 เพื่อเตรียมไปปักดำก่อนค่ำ จากนี้ต่อไปอีก 3 เดือน ต้นข้าวจะได้รับการประคบประหงมจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม
จิตรกรรมฝาผนังในวิหารจัตรุมุขวัดภูมินทร์มีชื่อเสียง
เป็นที่รู้จักในวงกว้าง บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ชาดกและที่โดดเด่นมากคือวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการ
แต่งกาย ของชาวพื้นเมือง แถมยังสอดแทรกด้วย
อารมณ์ขัน แบบทะลึ่งตึงตังนิดๆ พอให้มีชีวิตชีวา

เรายังคงผ่านทุ่งนาเป็นระยะ รถไถกับผู้คนปะทะกันอยู่ในนั้น ปัวใกล้เข้ามาอีกแค่ 9 กิโลเมตร แสงกำลังสวย เราน่าจะไปวัดต้นแหลงกันเย็นนี้แทนที่จะรอให้ึถึงพรุ่งนี้เช้า...
ฉันหลงใหลวัดต้นแหลงตั้งแต่แรกเห็น วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยช่างชาวไทยลื้อแห่งนี้อายุ 422 ปีแล้ว ความเรียบง่ายคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของวิหาร และการประดับหน้าบันด้วยไม้เป็นรัศมีแฉกทาด้วยสีขาวก็ทำให้วัดนี้ไม่เหมือนวัดอื่นใด หลังคาแป้นเกล็ดซ้อนลดหลั่นกันลงมา 3 ชั้น นาคบนนั้นมี 3 เศียร กล่าวกันว่า มีลักษณะคล้ายกับนาคในลาว บันไดหน้าวิหารมีสิงห์ปูนปั้นเฝ้าอยู่คู่หนึ่ง สิงห์ตัวผู้หันหน้าไปหาสิงห์ ตัวเมียเหมือนจะสื่อสารอะไรบางอย่าง ภายในวิหารค่อนข้างมืดทึบเงียบสงบ หลวงพี่รูปหนึ่งที่จำวัดที่นี่บอกให้ฉันลองสังเกตอาสนสงฆ์ว่าหากเป็นวัดเก่า เมื่อเราหันหน้าเข้าหาพระประธาน อาสนสงฆ์จะอยู่ทางซ้าย หากเป็นวัดใหม่ๆ อาสนสงฆ์มักอยู่ทางขวา อีกข้อหนึ่ง วัดเก่าเราสามารถเดินวนได้รอบพระประธาน ซึ่งก็จริง เพราะคนสมัยก่อนเชื่อเรื่องปิดทองหลังพระนั่นเอง

ในนี้ยังบรรยากาศของความศรัทธากรุ่นรวมอยู่ในงานฝีมือบางอย่างที่่คนเฒ่าคนแก่ประดิดประดอยนำมาถวายวัด นั่นคือผืนผ้าสีขาวประดับด้วยกระดาษตะกั่วฉลุลาย สำหรับขึงกันฝุ่นตกลงมาที่่อาสนสงฆ์ ธรรมาสน์ และพระประธาน อานิสงส์ี้นี้จะทำให้ครอบครัวอยู่เป็นสุข พวกเขาเชื่อเช่นนั้น
จิตรกรรมฝาผนังในวิหารจัตรุมุขวัดภูมินทร์มีชื่อเสียง
เป็นที่รู้จักในวงกว้าง บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ชาดกและที่โดดเด่นมากคือวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการ
แต่งกาย ของชาวพื้นเมือง แถมยังสอดแทรกด้วย
อารมณ์ขัน แบบทะลึ่งตึงตังนิดๆ พอให้มีชีวิตชีวา

2...
ฝนคงตกไกลๆ ทำให้อากาศเช้าค่อนข้างเย็น ปัวเป็นอำเภอที่เจริญมากแห่งหนึ่งของน่าน ดูจากถนน 8 เลนอย่างดีที่ตัดผ่าน คล้ายเป็นจุดให้คนที่จะเดินทางต่อไปยังตอนบนได้พักแรม ไม่ก็หาซื้อเสบียง เติมน้ำมันรถให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล ปัวเป็นมากกว่าดังจุดตั้งหลัก ปัวยังเกี่ยวพันกับความเป็นมาของเมืองน่าน เมื่อพระยาภูคานำคนกลุ่มหนึ่ง ครอบครองที่ราบทางตอนบนของน่านในปัจจุบัน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองย่าง ต่อมาเจ้าขุนฟองซึ่งเป็นราชบุตรบุญธรรม ได้นำไพร่พลย้ายมาตั้งเมืองบริเวณตำบลศิลาเพชรของอำเภอปัวในปัจจุบัน เรียกว่าเมืองวรนคร ซึ่งต่อมายังมีการย้ายเมืองอีก 2 ครั้ง กว่าที่น่านจะลงหลักปักฐานบนฝั่งตะวันตกของแ่ม่น้ำน่านเช่นทุกวันนี้
ฝาผนังด้านหลังพระประธานวัดหนองบัว
เล่าเรื่องพุทธประวัติด้วยภาพที่งดงาม

ฉันเดินทางหาซื้อของกินบางส่วนในตลาดเช้า ซึ่งติดตลาดกันมาตั้งแต่ตีสองตีสาม ฤดูฝนเ็ป็นฤดกาลแห่งหน่อไม้ ทั้งหน่อไร่ หน่อซาง และหน่อบง รวมถึงเขียดนาตัวจ้อยที่พี่สาวคนขายใช้เวลาจับอยู่สองสามคืน "เอาขี้เอาพุงออกหมดแล้ว ทอดกรอบกินได้เลยทั้งตัว" เขียดนาตากแห้งเสียบอยู่ไม้ละ 10 ตัว ทั้งหมด 10 ไม้ วางขายบนใบตองครู่เดียวก็หมด

ด้านกบเลี้ยงก็มีคนมุงอยู่เต็ม ผู้เฒ่าผู้แก่เอาพืชผักจากบ้านมานั่งขาย คุยกันไปคุยกันมา บางคนมีแค่น้ำปู๋ บ้างมีหัวปลีกับกล้วยไข่สามสี่หวี ดอกไม้บ้านๆ มัดเป็นช่อ ผักพื้นบ้าน ข้าวโพด หรือข้าวสาลีอุ่นๆ อโวคาโดทั้งสีเีขียวสีแดง
แม้แต่ภายนอกของวิหารวัดหนองบัว
ก็ยังแสดงถึงศิลปกรรมไทยลื้อได้อย่างมีสีสัน

มีเสบียงติดรถบ้างแล้วพอให้อุ่นใจ หลังจากนั้นก็เติมน้ำมันรถจนเต็ม วันนี้เราต้องไปให้ถึงอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ในอำเภอบ่อเกลือ แต่ก่อนอื่นคงต้องไปให้ทันตลาดชายแดนบ้านห้วยโก๋น ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 78 กิโลเมตรเสียก่อน ตลาดนี้มีเฉพาะวันเสาร์วันเดียว และจะวายในตอนเที่ยง นั่นหมายความว่าเราไม่ควรเถลไถลกันมากนัก

รถมุ่งหน้าสู่ภูเขาทางทิศเหนือที่มีเมฆลอยต่ำลงมาเกือบครึ่ง ฉันเปิดกระจกรับอากาศสดชื่นเกือบแปดโมงเช้า แดดอ่อนเพิ่งออกมาจากเมฆ หลักกิโลเมตรบนทางหลวงหมายเลข 1080 บอกว่าอีก 15 กิโลเมตรจะถึงอำเภอเชียงกลาง

แถบปัวและเชียงกลางเป็นแหล่งปลูกยาสูบ ระหว่างทางเราจึงผ่านเตาบ่มใบยาหลายแห่ง ฉันชอบรูปทรงของเตาบ่มหน้าตาโบราณเหล่านี้ "ตามสบายครับ" คำมี ศิริรัตน์ เชื้อเชิญอย่างเต็มอกเต็มใจเมื่อเราขับรถเข้าไปขอดูใกล้ๆ
หน้าบันประดับด้วยไม้ทำเป็นรัศมีแฉกมีลำยองนาคและช่อฟ้า
แบบพื้นบ้าน ประกอบกับการตกแต่งเชิงชายที่เต็มไปด้วย
เสน่ห์์เฉพาะตัว ของวิหารวัดต้นแหลงในอำเภอปัว

ชาวบ้านจะเริ่มปลูกต้นยาสูบตามริมน้ำในเดือนตุลาคมเพราะยาสูบชอบอากาศเย็น ขณะเดียวกันก็ต้องการน้ำมาก พอล่วงเข้าปลายเดือนธันวาคม พวกเขาจึงเก็บมาส่งโรงบ่ม คนงานจะนำเข้าเตาทันที ใส่ฟืนรมควันกันทั้งวันทั้งคืนตลอด 5 วัน เพื่อให้ใบแห้ง จากนั้นรอจนอุณหภูมิในเตาเย็นลงเพื่อใบจะได้นิ่ม แล้วนำออกมาเข้าโรงคัด อัดเป็นลูกก่อนนำไปส่งในอำเภอเมืองน่าน

ที่พี่คำมีเล่ามาทั้งหมด เป็นขั้นตอนอันยุ่งยากในอดีต ทุกวันนี้เตาที่ก่อด้วยอิฐมอญสูง 12 เมตร ยืนเรียงรายรกร้าง เทคโนโลยีเตาเบ้าถูกนำมาใช้แทนที่ หน้าตาของมันเหมือนตู้อบผ้าขนาดยักษ์ เพียบพร้อมด้วยข้อดี คือประหยัดพลังงาน เพราะใช้ฟืนเพียง 1 ใน 5 ของเตาแบบเก่า ทั้งยังประหยัดแรงงาน ง่ายต่อการควบคุมความร้อน ซึ่งส่งผลดีกับราคาขายส่ง
"ตอนนี้ใครอบใบยาให้เป็นสีส้มจะได้ราคาดีครับ" พี่คำมีบอกถึงความต้องการของตลาดที่ฉันไม่เคยรู้ "เทคนิคอยู่ที่การเดินปรอทต้องควบคุมความชื้น รักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 80 องศาฯ" แน่นอนว่าเตาแบบใหม่ย่อมทำได้ง่ายดายกว่า
ภายในวิหารวัดต้นแหลงยังเต็มไปด้วยตุง
ซึ่งชาวบ้านทำมาถวายด้วยความเชื่อที่ว่า
จะได้เกาะชายตุงขึ้นสวรรค์

ฉันลาพี่คำมีที่ตอนนี้ว่างงานไปจนถึงสิ้นปี กลับมาทำเวลาโดยผ่านอำเภอเชียงกลางโดยไม่ได้แวะ เพราะตัวอำเภอต้องแยกเข้าไปอีก 5 กิโลเมตร และก่อนจะถึงอำเภอทุ่งช้าง ซ้ายมือมีอนุสาวรีย์วีรกรรมพตท. รำลึกถึงพลเรือน ตำรวจ และทหารที่ปะทะกับฝ่ายคอมมิวนิสต์สมัยน่านยังเป็นฐานที่มั่นสำัคัญของคอมมิวนิตส์ในเขตภาคเหนือ

เมื่อพ้นทุ่งช้างทางก็ขึ้นเขาในแทบจะทันที ภูเขาทั้งใกล้ไกลโล่งเตียนกลายเป็นไร่ส้มและไร่ข้าวโพด เก้าโมงกว่าเราข้ามแม่น้ำน่านขุ่นแดงขึ้นไปวกวนอยู่บนเทือกดอย อีก 40 กิโลเมตรจะถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติ แต่ตลาดชายแดนบ้านห้วยโก๋นนั้นถึงก่อน แม้จะยังไ่ม่เที่ยง แต่ฉันก็รู้สึกว่าเรามาช้าเกินไป ชาวลาวที่ข้ามด่านมาขายของทยอยเก็บข้าวของลงตระกร้ากันเกือบหมดแล้ว

ด่าน ตม. ที่นี่เปิดเวลา 08.00-18.00 นาฬิกา ตลาดจึงเริ่มตามเวลาด่านเปิด นอกจากชาวลาวเมืองหงสาและเมืองเงินจะข้ามมาซื้อขายสินค้ากันคึกคักแล้ว ชาวม้ง ชาวขมุ และชาวถิ่น ก็ยังเดินกันขวักไขว่ พวกเขาเอาผ้า ผัก และของพื้นบ้านเล็กๆ น้อยๆ มาขาย ขณะเดียวกันก็ซื้อของกินของใช้จากเรากลับไป
บรรยากาศแห่งความศรัทธาเลื่อมใสในตลาดเช้าเมืองปัว ที่มีสีสันด้วยอาหารการกินแบบพื้นถิ่นเมืองเหนือ

ความที่ห้วยโก๋นเป็นจุดผ่านแดนถาวร นักท่องเที่ยวจึงสามารถขับรถไปเที่ยวเมืองหลวงพระบางที่อยู่ห่างออกไป 152 กิโลเมตรได้ โดยใช้พาสปอร์ตและคู่มือทะเบียนรถตัวจริง พร้อมสำเนา หากติดไฟแนนซ์ก็ต้องให้บริษัททำหนังสือมอบอำนาจและระบุว่านำมาใช้ในกรณีใด ทว่าเอาเข้าจริงๆ คงมีปัญหามากมายรออยู่ "ถ้าจะให้แน่ ไปถาม ต.ม. ลาวเองเลยครับว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร เห็นว่าต้องมีไกด์ลาวไปด้วย" เจ้าหน้าที่ที่ด่านต.ม. ไทยแนะนำ แต่ฉันไม่ได้เตรียมพาสปอร์ตมา จึงทิ้งความโกลาหลของด่าน ต.ม. ไว้ตรงนั้น มุ่งหน้ายัง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ แต่แล้วก็ต้องผ่านตัวอำเภอที่แสนเงียบเหงาแห่งนี้ไป แล้วใช้ทางหลวง 1081 สู่อำเภอบ่อเกลือในอีก 74 กิโลเมตร

ความคดเคี้ยวเหวี่ยงเราไปมาบนถนนแคบๆ ที่สูงชัน เทือกดอยล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ด้วยสีเขียวของพืชไร่สลับกับสีของผืนดิน รถไต่เลาะไปบนถนนลอยฟ้าที่พาดผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า ฉันชอบชื่อบ้านกิ่วจันทร์ ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,035 เมตร หมู่บ้านนี้ก็คล้ายลอยอยู่บนฟ้า

แม่น้ำน่านที่บ้านเปียงก่อใสสะอาด นาข้าวบ้านห้วยส้มอิงแอบอยู่กับสายน้ำยาวไปจนถึงบ้านด่าน พอถึงบ้านคุทุ่งนาเริ่มเป็นแบบขั้นบันได แล้วไม่นานรถก็แล่นเข้าสู่เขตอำเภอบ่อเกลือ ที่บ้านสะเละมีป้ายบอกว่าที่นี่คือต้นกำเนิดแม่น้ำน่าน
หอศิลป์ริมน่านแสดงงานศิลปะดีๆ หมุนเวียนให้ชมตลอดปี เป็นสถานที่ที่น่าแวะเติมความรื่นรมย์ระหว่างทางไปอำเภอท่าวังผา

มีคนบอกว่าแม่น้ำน่านนั้นแปลก แทนที่จะไหลลงใต้ไปยังอำเภอบ่อเกลือ กลับไหลย้อนขึ้นไปทางเหนือผ่านทุ่งช้าง ปัว ท่าวังผา เข้าไปในเมือง แล้วจึงลงเวียงสา จนบรรจบกับแม่น้ำปิง วัง และยมที่ปากน้ำโพ โดยมีความยาวทั้งหมดประมาณ 300 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม แม่น้ำน่านย่อมนำมาซึ่งอารมณ์อันหลากหลายให้ผู้คน ทั้งปลาบปลื้มในพืชผล รื่นเริงช่วงแข่งเรือ และกล่าวโทษเมื่อมันเอ่อท้นเข้าท่วม

ที่บ้านสะว้าเราได้พักกินข้าวกันตอนเกือบบ่ายสาม ถัดจากร้านอาหารตามสั่งไปไม่ไกลมีทางแยกซ้ายเข้าน้ำตกสะปันอีก 2 กิโลเมตร ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดียหลอกล่อเราอยู่ตรงลานจอดรถด้วยรูปร่างที่เหมือนใบไม้อย่างน่ามหัศจรรย์เวลาหุบปีก

น้ำตกสะปันอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติขุนน่าน เป็นน้ำตกขนาดกลางสูงเพียง 3 ชั้น ก่อนถึงน้ำตกชั้นที่สองฉันพบกล้วยไม้ดินดอกสีเหลืองแต้มประด้วยจุดสีน้ำตาลบานอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ "เอื้องขวด" ช่างภาพพลิกหาชื่อในคู่มือกล้วยไม้ มันเป็นกล้วยไม้ในป่าดงดิบที่หายาก ตามทางเดินยังมีสีสันด้วยเหล่าบีโกเนียติดดอกสีแดงอิ่มฝน น้ำตกชั้นที่สองเย็นตาด้วยสายน้ำสีขาวตกผ่านชั้นหินลงมา โดยมีมอสและเฟินเขียวสดรออยู่ข้างล่าง ห้อมล้อมด้วยความร่มรื่นอย่างที่สุด ส่วนน้ำตกชั้นที่สามอยู่ห่างออกไปอีกเพียงอึดใจ น้ำที่พาดลงบนหน้าผาถูกแบ่งเป็นสองสายไหลลงสู่แอ่งลึก ตามก้อนหินฟูฟ่องไปด้วยพรรณไม้กระจิริดเป็นเสน่ห์อันแพรวพราวที่ตรึงเราไว้จนถึงเย็น
อำเภอปัวเป็นแหล่งปลูกยาสูบที่่มีมาก สองข้างทางจึงมีเตาบ่มแบบโบราณเรียงราย

ไม่ไกลจาากน้ำตกจะพบทางเข้าอุทยานแห่งชาติขุนน่านอยู่ทางซ้าย อุทยานแห่งชาติเล็กๆ ที่มงคล แสงรุ่งอรุณ หัวหน้าอุทยานฯ บอกว่ามักถูกจำสับสนกับอุทยานแห่งชาติศรีน่านในอำเภอนาน้อยอยู่เรื่อย ที่ทำการอุทยานฯ นั้นอยู่ในโอบล้อมของผืนป่า ผ่านการคิดวางระบบระเบียบการใช้พื้นที่อย่างดีแม้จะไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการก็ตาม มงคลแนะนำให้เราไปถ่ายภาพจุดชมวิวที่เขาภาคภูมิใจซึ่งอยู่ถัดไปราว 2 กิโลเมตรแล้วค่อยมากินข้าวกัน

จุดชมวิวอุทยานแห่งชาติขุนน่าน
สวยจนต้องนั่งมองอย่างจริงจัง ภูเขาตรงหน้าเหมือนขยุ้มผ้าสีเขียวสดยาวเหยียด โดยมีกลุ่มบ้านกลมกลืนเป็นจุดๆ สีน้ำตาลอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แดดท้ายวันยิ่งขับภาพนั้นให้จัดจ้า ฉันได้ยินเสียงกดชัตเตอร์อย่างละเมียดลละไม ท่ามกลางเสียงพึมพำของน้ำตกสะปันที่ดังขึ้นมาแว่วๆ สลับกับเสียงนกปรอดเล็กหัวตาขาว เหล่านกโพระดก และเสียงวี๊ดๆ ของฝูงนกพญาไฟ

เย็นนั้นเราได้รู้จักเจ้าขุน ลูกหมีควายกำพร้าที่มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวที่ทำการอุทยานฯ จนมงคลต้องรับเลี้ยง และกลายเป็นขวัญใจของทุกคนไปในที่สุด เจ้าขุนวัยไม่ถึงขวบจึงกำลังซน ตัว V ตรงหน้าอกเห็นชัดเจนตนเวลาวิ่งสองขากางแขนเข้ามาจะเล่นด้วย "โตขึ้นเขาอาจไม่รู้จักเราแล้วก็ได้นะผมว่า" หัวหน้าบอกขณะเราล้อมวงกินข้าว เจ้าขุนผละจากขวดนมวิ่งขึ้นต้นไม้

วัยเด็กมักอยู่กับเราไม่นาน แต่ก็แปลก ที่เรื่องราวในช่วงสั้นๆ นั้นติดตรึงไปชั่วชีวิต กลายเป็นช่วงเวลาที่เราโหยหาและอยากกลับไปมากที่สุด...
ชาวนาอำเภอท่าวังผาเร่งถอนกล้าข้าวเหนียวพันธุ์ กข10 ที่ปลูกไว้เพื่อกินตลอดปีไปปักดำในนาให้ทันก่อนค่ำ

3.....
หัวหน้าอุทยานฯ ชวนเราเดินศึกษาธรรมชาติกันแต่เช้า ฉันเลือกเส้นที่สั้นที่สุดในจำนวนทั้งหมด 3 เส้นทางเพราะเรายังต้องเดินทางต่อ "ถ้าอย่างนั้นไปหินซาววาก็แล้วกันครับ" เขาเสนออย่างกระตือรือร้น หินซาววาเป็นหินขนาด 20 คนโอบ เป็นการสร้างจุดสนใจอย่างได้ผล แต่เหนือสิ่งใด มันทำให้เรารู้ว่าเส้นทางศึกษาธรรมชาติเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งอกตั้งใจแค่ไหน

เราออกจากอุทยานฯ ตอนเกือบเที่ยง "แวะไปดูบ่อเกลือที่บ้านบ่อหลวงกัน" ฉันชวน ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน เพราะปลายทางเราวางไว้ที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ห่างออกไปแค่รว 30 กิโลเมตรเท่านั้น

อำเภอบ่อเกลือเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ที่สำคัญในแถบภาคเหนือมาตั้งแต่เมื่อ 600 กว่าปีก่อน เล่ากันว่า นายพรานคนหนึ่งค้นพบแหล่งน้ำที่สัตว์น้อยใหญ่ลงมากินเป็นประจำ เมื่อลองชิมดูก็พบว่ามีรสเค็ม จึงนำความไปบอกเจ้าบ่อหลวงกับเจ้าหลวงภูคา ตามมาด้วยการตั้งชุมชนขึ้น มีชาวเมืองเชียงแสน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านที่นี่อพยพเข้ามาอยู่

ผ่านวันเวลามาหลายร้อยปีน้ำเกลือในบ่อไม่เคยเหือดแห้ง อุตสาหกรรมในครัวเรือชนิดนี้จึงยังคงสืบทอดกันมาได้ โดยผู้ชายที่ผ่านการทำพิธีบวงสรวงต่อเจ้าบ่อหลวงแล้วเท่านั้น จะเป็นคนขึ้นไปยืนบนขอบบ่อแล้วตักน้ำใส่โอ่งใบเล็ก ซึ่งต่อท่อให้ไหลเข้าไปในบ่อพักของแต่ละคน เพื่อง่ายต่อการตักขึ้นมาต้มในกระทะใบใหญ่ที่ใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงกว่าเกลือจะเริ่มขอดแห้ง จากนั้นก็เติมไอโอดีน แล้วตักใส่ถุงขายในราคา 20 บาท
ย่านอำเภอบ่อเกลือในอดีตเคยเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์แหล่งใหญ่
ของภาคเหนือ ปัจจุบันการต้มเกลือที่บ้านบ่อหลวง
คงได้รับการสืบทอดจากคนกลุ่มเล็กๆ อยู่บ้าง

บ่อเกลือวันนี้มีเพียงเตาของลอย ลำมั่น ที่ยังคงระอุร้อน เขากำลังเร่งต้มเกลือไว้ให้มากที่สุด เพราะพอถึงช่วงเข้าพรรษาจะต้องหยุดต้มตามความเชื่อโบราณ ส่วนชาวบ้านอื่นๆ คงกำลังยุ่งอยู่กับงานในนา แต่จะว่าไป ทุกวันนี้ก็เหลือคนทำเกลือไม่มากเท่าไร "เลิกไปเยอะครับ เหลือแค่ 25 เจ้าเท่านั้น สู้ค่าฟืนไม่ไหว" ลอยเองก็ต้มเป็นพักๆ ช่วงไหนเบื่อเขามักเข้าไปหางานทำในเมือง แล้วให้คนอื่นเช่าเตาเกลือทำไปพลางๆ

เราออกจากหมู่บ้านพร้อมฝนพรำ อากาศเย็นชื้นเมื่อทางหลวงหมายเลข 1256 ที่เราแยกเข้ามาพารถไต่ระดับสูงขึ้นๆ มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อากาศเย็นชื้น ป่าข้างทางซึ่งปกคลุมด้วยละอองหมอก ปรากฎต้นเต่าร้างยักษ์ หรือเต่าร้างน่านเจ้าสูงชะลูดอยู่เป็นช่วง มันเป็นพืชถิ่นเดียวหน้าตาโบราณที่โดดเด่นพอๆ กับพืชหายากอย่างต้นชมพูภูคาและก่วมภูคา พืชถิ่นเดียวที่น่าสนใจของอุทยานฯ ก็ยังมีรางจืดต้นภูคารวมอยู่ด้วย

ฉันอยากเห็นนกไต่ไม้สีสวยมากกว่า นกหายากมากชนิดนี้มีรายงานการพบที่นี่เมื่อ 3 ปีก่อนแถวดงหญ้าหวาย บนความสูง 1,900 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่มีการพบเจอในบ้านเรานอกเหนือจากบนยอดดอยผ้าห่มปก ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครพบอีก

อุทยานแห่งชาติดอยภูคาฉ่ำชื้นอยู่ในละอองฝน บ้านพักมากมายเรียงรายกันอยู่เงียบๆ บรรยากาศที่เห็นจะต่างกันสุดขั้วหากว่าเป็นช่วงฤดูหนาว พูนสถิตย์ วงค์สวัสดิ์ หัวหน้าอุทยานฯ กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมตัวไปปลูกป่าร่วมกับอีกหลายหน่วยงานในวันพรุ่งนี้

แม้ว่าอุทยานฯ ของเขาจะเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญมากของแม่น้ำน่าน แม่น้ำปัว และแม่น้ำว้า โดย 90เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ถูกจัดให้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารชั้น 1A ก็ตาม แต่ทุกวันนี้ก็นิ่งนอนใจไม่ได้เพราะการบุกรุกนั้นตีวงเข้ามาทุกขณะ

จึงไม่แปลก หากอยู่บนถนนแล้วพบว่าด้านหนึ่งนั้นเป็นป่าดงดิบ ขณะที่ภูเขาตรงข้ามกลับโล่งเตียนเต็มไปด้วยพืชไร่ นั่นเป็นพื้นที่ทำกินที่กันออกจากอุทยานฯ หากแต่ผลกระทบนั้นกระเทือนถึงกันอย่างง่ายดาย "ตอนนี้ชาวเขานิยมปลูกขิงกันมาก กะหล่ำก็เริ่มเข้ามาแล้ว ทางตอนเหนือของพื้นที่" หัวหน้าอุทยานฯ ถอนหายใจ การปลูกขิงมีผลต่อการพังทลายของหน้าดิน เช่นเดียวกับสารพิษที่ปนเปื้อนมากับสายน้ำจากการปลูกกะหล่ำปลี
่มุมมองที่เห็นถึงความยิ่งใหญ่งดงามของภูเขาเมืองน่าน
ที่จุดชมวิวอุทยานแห่งชาติขุนน่าน

4....
เราออกจากบ้านพักอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มาตั้งแต่เช้าืมืดท่ามกลางอากาศหนาวเกาะกุมไปทั่วภูเขา ย้อนกลับมาทางเดิมซึ่งจะผ่านจุดชมวิวทะเลหมอกที่ขึ้นชื่อของอุทยานฯ เริ่มมีหมอกไหลเลื่อนเข้ามาบ้างแล้วเืมื่อเรามาถึง มุมตรงนี้เปิดโล่งเผยให้เห็นเทือกเขาสูงต่ำต่อเนื่องกันไปสุดสายตา ทะเลหมอกเปลี่ยนรูปอยู่เรื่อย นั่นทำให้เฝ้ามองได้ไม่เบื่อ ฉันรื้อกล่องเครื่องครัวหลังรถเพื่อชงเครื่องดื่มอุ่นๆ แจกจ่าย ก่อนจะคว้ากล้องดูนกเดินเงียบๆ ไปตามถนน

สายแล้วเมื่อเรากลับเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1081 มุ่งหน้าไปให้ถึงอุทยานแห่งชาติแม่จริม จากอำเภอบ่อเกลือมีทางลาดยางไปถึงอำเภอสันติสุขได้ หลังออกจากบ่อเกลือมาราว 10 กิโลเมตร แล่นแผ่นเข้าไปในหมู่บ้านหลายแห่ง ที่น่าสนใจซึ่งหัวหน้าฯ พูนสถิตย แนะนำว่าควรจะแวะ คือบ้านห่างทางหลวง
ความชุ่มชื่นรื่นเย็นบนชั้นสูงสุดของน้ำตกสะปัน น้ำตกขนาดกลางที่สวยงามน่าแวะของอุทยานแห่งชาติขุนน่าน

ก่อนมาตั้งหลักแหล่งและได้ชื่อหมู่บ้านอันเป็นเอกลักษณ์แบบนี้ ชาวบ้านห่างทางหลวงอพยพย้ายครัวเรือนกันมาหลายครั้ง ถอยร่นหนีภัยคอมมิวนิสต์เข้าไปอยู่ในลาวก็หลายปี อย่างหนึ่งที่ไ่ม่เคยตกหล่น คือฝีมือการสานหญ้าสามเหลี่ยนแสนประณีตด้วยลวดลายทั้งหมด 30 กว่าลาย ที่ล้วนแล้วแต่เป็นลายดอกไม้

หญ้าสามเหลี่ยมขึ้นอยู่บนภูเขาเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ช่วงนั้นชาวบ้านต้องเดินเท้า 5 กิโลเมตร เพื่อเก็บหญ้ามาตุนไว้ให้มากที่สุด แม้ทุกวันนี้พวกเขาไม่ต้องสานเสื่อไปแลกข้าวเหมือนสมัยอยู่ชายแดน แต่การได้ไปออกงานที่กรุงเทพฯ ในฐานะสินค้าโอทอปของจังหวัด ก็ทำให้มีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ

ป้าใบ ขาเหล็ก ร้านทองใบจักสาน เล่าถึงอดีตของหมู่บ้านและขั้นตอนการสานที่ละเอียดยิบย่อย ก่อนขึ้นรถป้ายิ้มร่าวิ่งถือกระบุงน้อยๆ มาแถมให้ เส้นสายสีน้ำตาลอ่อนแก่ของหญ้าสามเหลี่ยมไม่เพียงทำให้เกิดลวดลายสวยงาม มากกว่านั้นมันได้แฝงเรื่องราวอันจำเพาะของหมู่บ้านแห่งนี้ไว้ด้วย

ไม่ไกลจากหมู่บ้านเราแวะกันที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่นีมีแปลงทดลองปลูกพืชไร่ชา และสินค้าจากโครงการในพระราชดำริ รวมถึงของเล็กๆ น้อยๆ จากชาวบ้านละแวกใกล้มาวางขาย "ถ้าไปทางบ้านสบมางจะอ้อมหน่อยนะคะ ไม่ค่อยมีรถวิ่งแต่ก็สวยมาก" เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ฯให้ข้อมูล เราเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าตามทางนั้น บ่ายโมงกว่าบนภูเขาที่เปลี่ยวเหงา หลายช่วงเป็นทางหักศอกชันดิก แต่ก็แลกมาด้วยวิวทิวทัศน์น่าตื่นตา

บนความสูง 820 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อากาศสดสะอาดเย็นเยียบ ฉันหันกลับไปมองถนนคดเคี้ยวดังงูใหญ่พาดตัวอยู่กับไหล่เขา หมู่บ้านบนยอดเขาข้างหน้านั้นคือบ้านห้วยลอย บ่ายสองกว่าเรายังคงลดเลี้ยวอยู่ในดินแดนไกลลิบ
แม่น้ำว้าช่วงที่ไหลผ่านอุทยานแห่งชาติแม่จริม
ทำให้เกิดกิจกรรมล่องแก่งน้ำว้าตอนล่างอันมีชื่อเสียง

เมื่อถึงสามแยก เราเลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางไปอำเภอสันติสุขอีก 27 กิโลเมตร สองข้างทางเปิดกว้างให้เห็นภูเขาที่โล่งเตียนจนน่าใจหาย ผ่านบ้านแม่สะนาน บ้านดอนไพรวัลย์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านม้ง ผู้หญิงหลายวัยรวมกลุ่มกันปักผ้าอยู่ริมถนน เด็กๆ วิ่งเล่นกันวุ่น หลังจากนั้น ถนนก็พาดยาวไปตามสันเขาที่อุดมไปด้วยไร่ข้าวโพดบนดินแดงสูงๆ ต่ำๆ ตามสภาพภูมิประเทศ มองคล้ายกับภาพป็อบอับที่มีมิติ ซึ่งฉันก็ไม่ปฏิเสธว่าคือเสน่ห์อย่างหนึ่งบนทางสายนี้

ฝนพรำนำกลิ่นดินหอมอย่างประหลาดฟุ้งลอยเข้ามาในรถ ถนนเริ่มดีขึ้นเมื่อลงจากสันเขาเข้าทางหลวงหมายเลข 1257 ซึ่งนำเรามาจนถึงอำเภอสันติสุข อำเภอขนาดกลางที่มีตลาดเล็กๆ ให้เดินซื้อขนมมีร้านอาหารตามสั่งหลายร้าน และที่สำคัญ มีปั๊มน้ำมันสำหรับรถวิ่งตะบึงมาไกลโขคันนี้ "แม่จริมอีก 32 กิโลเมตร" ฉันรายงานหลังเราออกจากตัวอำเภอมาอยู่บนทางหลวงหมายเลข 1225 ก่อนเอนพิงเบาะให้ภาพของหมู่บ้นไหลเลื่อนเคลื่อนผ่านแล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าทางหลวงหมายเลข 1168 ซึ่งจะถึงอุทยานแห่งชาติแม่จริมในอีก 27 กิโลเมตรข้างหน้า

อำเภอแม่จริมค่อนข้างใหญ่ มีถนนสี่เลนตัดผ่านกลางอำเภอ เด็กๆ เพิ่งเลิกเรียนเดินกันขวักไขว่อยู่ริมถนน เราตามป้ายอุทยานแห่งชาติแม่จริมไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงกันก็เย็นย่ำเต็มที ความที่อุทยานฯ อยู่แนบชิดกับแม่น้ำว้า อันเป็นแม่น้ำสาขาใหญ่ที่สุดของแม่น้ำน่าน จึงมีกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำว้าตอนล่างระยะทาง 12 กิโลเมตรเป็นไฮไลต์ แก่งที่นี่อยู่ในระดับ 3-4 ซึ่งต้องใช้ทักษะการพายเรือยางพอสมควร
ทะเลหมอกที่สวยงามไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ในหุบเขา
มองลงมาจากจุดชมวิวริมถนนของอุทยานแห่งชาติดอยภูคาอำเภอปัว

ฉันไม่ถนัดเรื่องล่องแก่ง แค่นั่งมองแม่น้ำขุ่นแดงหายลับกับโค้งเขาด้านหน้า เหนือผาหน่อปรากฎรุ้งกินน้ำจางๆ ในท้องฟ้าใกล้ค่ำสีม่วง เมฆลอยหมุนเวียนอยู่ในหุบด้าหน้าผาแปง ฟังเสียงนกกระปูดร้องแทรกเข้ามาในความเงียบ

5...
ฉันเลือกเส้นทางบ้านน้ำมวบ บ้านบ่อเบี้ย บ้างบางไฮ เพื่อไปให้ถึงอุทยานแห่งชาติศรีน่าน แต่ยังไม่ทันถึงบ้านบ่อเบี้ยก็ต้องย้อนกลับเพราะทางดินหน้าฝนเละเกินกว่าจะไปต่อไหว เราจึงต้องหันมาหาทางหลวงหมายเลข 1162 ไปอำเภอเวียงสา จากนั้นต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 1026 ซึ่งเป็นถนนสายหลักสู่อำเภอนาน้อย
แสงแดดยามเย็นส่องลอดจากเมฆฝนลงมายังแม่น้ำน่าน
ท่ามกลางป่าเขียวสดสมบูรณ์ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน

ก่อนถึงตัวอำเภอนาน้อย มีแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1083 ที่จะผ่านเสาดินนาน้อย อันลือชื่อก่อนถึงอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เสาดินแหว่งเว้ารูปทรงแปลกตากระจายอยู่ในแดดบ่าย แผดเผาสีส้มของเนื้อดินจนเข้มจัด

มีเรื่องเล่ามากมายอยู่ในพื้นที่ 60-70 ไร่นี้ ว่าด้วยเรื่องความรักและโชคชะตา ส่วนเรื่องจริงก็คือ การที่เปลือกโลกเคลื่อนตัวในยุคเทอร์เซียรีตอนปลาย ทำให้ชั้นดินยกตัวสูงขึ้นและพังทลายแหว่งเว้า โดยมีน้ำกับลมคอยชะล้างกัดกร่อนให้เปลี่ยนรูปไปต่างๆ นานา คอกเสือหลุมลึกซึ่งชาวบ้านเคยใช้ฆ่าเสือที่มาป้วนเปี้ยนดักกินสัตว์เลี้ยงก็มีลักษณะเดียวกัน เพียงแต่คอกเสือนั้น เราต้องไต่บันไดลงไป ซึ่งก็จะพบว่าถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศแปลกตาทุกทิศทุกทาง
ทิวทัศน์อันลางเลือนเหมือนภาพวาดบนดอยเสมอดาว
จุดที่ชมทั้งทะเลหมอก และดวงอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด
ของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย

เี่ี่ีราปิดการเดินทางอันยาวไกลกันบนดอยเสมอดาว จุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ที่ซึ่งเห็นผาชู้อยู่ทางขวา เห็นแม่น้ำน่านสีส้มยาวหยึกหยักผ่านป่าเขียวเข้ม หันมองทางไหนก็มีแต่ภูเขาปิดล้อม

ความแข็งแกร่งจึงปรากฎชัด เหลือแต่ความอ่อนโยนซ่อนไว้ซึ่งแท้ที่จริงอาจไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะมันได้เคลื่อนคล้อยมารออยู่ในหัวใจเรานานแล้ว...
ความแปลกตาในรูปทรงแห่งแหว่งเว้าของคอกเสือ
ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากเสาดินนาน้อยของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน

ขอขอบคุณ
คุณมงคล แสงรุ่งอรุณ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน โทรศัพท์ 081-9605507
คุณพูนสถิตย์ วงค์สวัสดิ์ อุทยานแห่งชาติภูคา โทรศัพท์ 054-701000
คุณสวัสดิ์ ชมเชย อุทยานแห่งชาติแม่จริม โทรศัพท์ 054-779402-3
คุณสมบัติ เวียงคำ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน โทรศัพท์ 054-701106
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

Untitled Document
รู้จักน่านสักนิด...ก่อนมาเยือนน่าน..Let's go to Nan
• ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดน่าน  เยี่ยมชม แสดงความคิดเห็น จังหวัดน่าน
• น่าน ข้อมูลทั่วไปจังหวัดน่าน เดินทางแอ่วน่าน • อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา
• น่าน ประวัติศาตร์จังหวัดน่าน ประวัติศาสตร์น่านอันยาวไกล • อุทยานแห่งชาติ นันทบุร
• ท่องเที่ยว อำเภอเมือง ภูเพียง • อุทยานแห่งชาติ ขุนน่าน
• ท่องเที่ยว ท่าวังผา : ปัว • อุทยานแห่งชาติ ถ้ำสะเกิน
• ท่องเที่ยว ทุ่งช้าง : เชียงกลาง : เฉลิมพระเีกียรติ • อุทยานแห่งชาติ ขุนสถาน
• ท่องเที่ยว สองแคว : บ้านหลวง : บ่อเกลือ • อุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน ดอยเสมอดาว
• ท่องเที่ยว สันติสุข : แม่จริม • อุทยานแห่งชาติ แม่จริม ล่องแก่งน้ำว้า
• ท่องเที่ยว เวียงสา : นาน้อย : นาหมื่น • วนอุทยาน ผาตูบ
• ด่านชายแดนห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ : ประตูสู่หลวงพระบาง • โปรแกรมทัวร์น่าน - หลวงพระบาง
• โรงแรม รีสอร์ท ที่พัก เกสต์เฮาส์ จังหวัดน่าน • แผนที่น่าน : แผนที่เมืองน่าน
• ร้านอาหาร ของกิน จังหวัดน่าน • กาแฟน่าน ร้านกาแฟน่าน
• ช้อปปิ้ง ของฝาก โอทอป จังหวัดน่าน • รถเช่าน่าน : รวมรถเช่าน่าน รถเก๋ง รถตู้ รถบัสให้เช่าน่าน
• เทศกาลและงานประเพณีน่าน • สปาน่าน นวดแผนไทยน่าน
Untitled Document
ทัวร์โปรโมชั่นพิเศษ....
ทัวร์น่านหลวงพระบาง ทัวร์หลวงพระบางทางน่าน
• LAO01 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน น่าน (ทางเรือ) น่าน ด่านห้วยโก๋น เส้นทางสายใหม่ ท่าเรือปากห้วยแคน ล่องแม่น้ำโขงหลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปเรือกลับเรือ)

• วันที่ 8 - 10 ก.ค. 60 ท่านละ 6,900 บาท (เปิดจองแล้วค่ะ)
ทัวร์น่านหลวงพระบางทางรถ

• LAO02 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน (ทางรถ) น่าน ด่านชายแดนห้วยโก๋น ลาว เมืองเงิน หงสา ไชยะบุรี หลวงพระบาง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปรถกลับรถ)

• กรุ้ปส่วนตัว เดินทางตั้งแต่ 5-6 ท่านขึ้นไป สามารถกำหนดวันเดินทางได้เองค่ะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะคะ
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 9,900 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทาง สามารถเลือกเดินทางได้ทุกวันค่ะ)

• LAO03 ทัวร์น่านหลวงพระบาง วังเวียง เวียงจันทน์ 4 วัน 3 คืน น่าน ด่านห้วยโก๋น เมืองเงิน ปากห้วยแคน ล่องเรือแม่น้ำโขงสู่หลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง พระราชวังหลวง พระธาตุพูสี น้ำตกตาดกวางสี วังเวียง พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ประตูชัย เวียงจันทน์ หนองคาย

• สำหรับกรุ๊ปส่วนตัว 25 ท่านขึ้นไป
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 16,500 บาท

ลานนาทัวร์ริ่ง : โทร. 086-345 3730, 087-579-3337, 054 - 765 222 แฟกซ์ 054-710195
สำนักงาน จ.น่าน : 202 หมู่ 1 บ้านท่าล้อ ตำบล ฝายแก้ว อำเภอภููเพียง จ.น่าน 55000

Your Travel We Care..