เที่ยวไปทั่ว..กับลานนาทัวร์ริ่ง
• ลานนาทัวร์ริ่ง LannaTouring
• ใบอนุญาตเลขที่ 21/00574
Tel : (HOT LINE)
086-3453730, 087-5793337
LINE No.
083-761 7040, 084 - 335-7175
Email/Skype
lannatouring@hotmail.com
เที่ยวกับลานนาทัวร์ิ่ริ่ง
• หน้าแรก ลานนาทัวร์ริ่ง
• ทัวร์โปรโมชั่น 2557
• ทีมงานลานนาทัวร์ริ่ง
ทัวร์โปรโมชั่น(แนะนำ)
• ทัวร์น่าน-หลวงพระบาง
(เส้นทางสายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบาง
(ผ่านเส้นทางน่าน-สายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบางเส้นทางน่าน
• เส้นทางหลวงพระบางทางน่าน
• ล่องเรือหลวงพระบางทางน่าน
• เที่ยวน่านหลวงพระบางทางรถ
ข้อมูลท่องเที่ยวน่าน
•เที่ยวน่านเมืองเก่า วัดภูมินทร์
•เที่ยวดอยภูคา หนองบัว ไทลื้อ
•เที่ยวห้วยโก๋นชายแดนลาว
•เที่ยวบ่อเกลือ เกลือภูเขา
•เที่ยวล่องแก่งน้ำว้าน่าน
•เทียวผาชู้ ดอยเสมอดาว
เที่ยวน่านกับ อสท.
ท่องเที่ยวน่านกับนิตยสารอสท.
• สองน่องท่องเมืองแฝด
น่านหลวงพระบาง
• ทางภูเขาเรื่องราวเมืองน่าน
• ภูเข้วิถีแห่งขุนเขา
ข้อมูลท่องเที่ยวไทย
ท่องเที่ยวไทยกับททท.
• สถานที่ท่องเที่ยวประเทศไทย
ข้อมูลท่องเที่ยวต่างประเทศ
• ข้อมูลท่องเที่ยว ลาว
• ข้อมูลท่องเที่ยว กัมพูชา
"เที่ยวน่าน..กับ อ.ส.ท."
น่าน-หลวงพระบาง.. สองน่องท่องเมืองแฝด


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์....เรื่อง/
นพดล กันบัว....ภาพ

ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอนุสาร อ.ส.ท.
ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท.ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550
วิหารจัตุรมุขวัดภูมินทร์ที่รวมเอาเจดีย์ โบสถ์ วิหาร เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีพญานาคหนุนอยู่ใต้วิหารแฝงปริศนาธรรมเอาไว้อย่างแยบยล

ปกติแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ที่จะทำให้ผมตื่นเช้า

โดยเฉพาะตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ในวันทำงาน ขนาดกองทัพนาฬิกาปลุกที่เรียงรายไว้บนหัวนอนส่งเสียงดังสนั่นลั่นบ้านราวกับฟ้าถล่มดินทลาย ยังมิอาจจะคายเข้าไปในห้วงนิทรารมณ์อันแสนสุนทรีย์ของผมให้หวั่นไหวได้แม้แต่น้อย

แต่ที่เมืองน่าน หลายวันมาแล้วที่ผมลืมตาตื่นแต่เช้ามืด ก่อนนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือคู่ใจที่ตั้งเวลาเอาไว้จะส่งเสียงด้วยซ้ำ

บอกไปอาจจะไม่มีใครเชื่อ ผมตื่นเช้าเพื่อมาขี่จักรยานเที่ยวเมืองครับ (เข้ากับนโยบาย “ เที่ยววิถีไทยต้านภัยโลกร้อน” ของ ททท. เปี๊ยบ) โดยมีแนวร่วมคือ พี่จ๊อด หฤทัย เจ้าเก่า ลงทุนพากันขนจักรยานพับคันเก่งจากกรุงเทพฯ ใส่รถมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
องค์ประธานที่ประดิษฐานแบบจัตุรทิศ ในวิหารวัดภูมินทร์

แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะเมืองน่านนี่ถือว่าเป็นสวรรค์ของการขี่จักรยานเที่ยวเลยก็ได้ ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากตัวเมืองมีขนาดใหญ่จนเกินไป อีกทั้งยังไม่ค่อยมียวดยานพลุกพล่าน ที่สำคัญคือทางจังหวัดเองก็ส่งเสริมให้ชาวน่านใช้จักรยาน รวมทั้งจัดให้มีเส้นทางจักรยาน โดยเริ่มกันอย่างจริงจังเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมา คุณปริญญา ปานทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านคนก่อน ลงทุนมาขี่จักรยานรณรงค์ด้วยตัวเองเลยละครับ ตามถนนก็จะเห็นมีป้ายระวังจักรยานอยู่ทั่วเมืองแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับจักรยานจริง ๆ

คนเมืองน่านเองขี่จักรยานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็ไม่น้อย ตลอดหลายวันที่พวกเราถีบรถหย็องแหย็งกันไปในเมืองยังเห็นกลุ่มนักปั่นท้องถิ่นในชุดขี่จักรยานเต็มยศโบกไม้โบกมือทักทายชวนให้ไปด้วยกัน ได้แต่แต่ส่งยิ้มตอบไป ไม่กล้าอาจเอื้อมไปร่วมขบวนด้วย กลัวตามไม่ทันครับ ไม่ใช่อะไร ก็เขาระดับโปรเฟสชันนอลกันทั้งนั้น ส่วนเรามันระดับโปเก ปั่นได้ไม่เท่าไหร่ก็หอบซี่โครงบาน ต้องหยุดพัก เน้นหนักตรงแวะเที่ยวโน่นดูนี่แบบสบาย ๆ ไปเรื่อยมากกว่า

สองเกลอเราวันแรก ๆ มะงุมงะงาหรา หลงเข้าถนนโน้น ออกถนนนี้ อยู่พักใหญ่ ด้วยความไม่คุ้นเคยถนนรนแคมในเมืองสนุก โดยเฉพาะได้เห็นแล้วว่าบนถนนเส้นทางที่เราปั่นจักรยานกันนี่ลำดับให้เห็นถึงร่องรอยประวัติศาสตร์เมืองน่านที่สืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัยได้ชัดเจนแจ๋วแหววทีเดียว
ภาพจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างเมืองน่านที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตชาวเมืองเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเอาไว้อย่างมีชีวิตชีวา์

ถีบจักรยานอ่านรอยอดีต
ประวัติศาสตร์เมืองน่านเริ่มต้นในยุคนครรัฐ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ก็ 700 ปีก่อนโน่นละครับ โดยพญาภูคาปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ภูคาซึ่งครองเมืองย่าง (เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในลุ่มน้ำย่าง สาขาหนึ่งของแม่น้ำน่าน แถวอำเภอท่าวังผา) ได้ทรงส่งพระโอรส 2 พระองค์ออกไปสร้างบ้านแปลงเมืองเพื่อขยายเขตแดน องค์พี่ชื่ขุนนุ่น เสด็จไปสร้างเมืองหลวงพระบาง ปกครองชาวลาว ส่วนองค์น้องชื่อขุนฟอง เสด็จไปสร้างเมืองปัว ปกคอรงชาวกาว (คำว่า “ กาว” นี่เป็นชื่อชนเผ่าไทกลุ่มหนึ่งนาครับ ไม่เกี่ยวข้องกับกาวที่ใช้ติดกระดาษ ติดไม้ อย่างกาวลาเท็กซ์ หรือตราช้างม้าวัวควาย ใด ๆ ทั้งสิ้น)

ครับ ก็เองปัวของขุนฟองนี่ละครับ ที่สืบสายต่อมาเป็นเมืองน่าน ปัจจุบันก็ยังมีร่องรอยให้เห็นอยู่ที่อำเภอปัวในเขตจังหวัดน่าน ไม่ใกล้ไม่ไกล ดังนั้น ที่พูดกันว่าเมืองหลวงพระบางกับเมืองน่านเป็นเมืองคู่แฝดนั้น ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ หรือเพิ่งจะมา (อยาก) ให้เป็นเอาตอนที่หลวงพระบางได้รับการประกาศให้เป็นมรดงโลกเมื่อไม่กี่ปีอย่างที่หลายศตวรรษมาแล้ว อย่างที่เรียกกันว่าบ้านพี่เมืองน้อง ชนิดคลานตามกันมาจริง ๆ เลยเชียวแหละ

สมัย 700 ปีก่อนนั้น ทางเหนือของไทยเรามีหลายแว่นแคว้น ต่างฝ่ายต่างพยายามตั้งตัวมาเป็นใหญ่กันหลายแห่ง แงแย่งแข่งดีราวีกันอยู่ เมืองปัวเองช่วงเพิ่มตั้งขึ้นใหม่ ๆ ก็ยังไม่มั่งคง เห็นได้ชัดในรัชกาลถัดมาเมื่อพญาเก้าเกี่อนต้องเสด็จไปครองเมืองย่างแทนพญาภูคาซึ่งเป็นปู่หล่อยให้นางพญาแท่ท้าวคำพิน ชายาปกครองเมืองปัว พญางำเมืองจากเมืองพะเยาก็ถือโอกาสยกทัพเข้ายึดเมืองปัวเอาไว้ได้ ต้องรอตั้งเกือบ 20 ปีกว่าที่พญาผานอง พระโอรส จะหวนมาชิงเมืองกลับคืนได้ แล้วหันไปร่วมมือกับพญาคำฟูจากเมืองเชียงใหม่ซึ่งกำลังขยายอำนาจ ไปตีเมืองพะเยาเอาคืนบ้าง จนพะเยาตกเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่

มาเดือดร้อนเราตรงที่ทางเชียงใหม่พอได้เมืองพะเยาแล้วก็ชักติดใจ อยากจะรวบหัวรวบหางผนวกเอาเมืองปัวเข้าให้ด้วย ทำให้เมืองปัวต้องหาพันธมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงไว้พึ่งพาอาศัย นั่นก็คือเมืองสุโขทัย ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเมืองเล็กที่กำลังโดนเมืองใหญ่กว่าทางภาคกลางอย่างอยุธยาแผ่อำนาจขึ้นมารังแกอยู่

ด้วยหัวอกอันเดียวกันทำให้ มิตรภาพระหว่างปัวกับสุโขทัยแน่นแฟ้น อย่างที่เรียกว่า “ เพื่อนซี้” เชียวละครับ มี บันทึกว่าในสมัยพญาครานเมืองยังได้รับ เชิญจากพระมาหาธรรมราชาลิไทให้เสด็จไป ยังสุโขทัยเพื่อร่วมสร้างวัดอัมพวนาราม หรือวัดป่ามะม่วงด้วย มิหนำซ้ำขากลับยังด้รับพระราชทานพระธาตุ 5 องค์ พระพิมพ์ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ จากพระมหาธรรมราชาลิไท พอกลับมาถึงเมืองปุ๊บ ก็รับสั่งให้สร้างพระสถูปเจดีย์ขึ้นบนดอยภูเพียงแช่แห้ง แล้วถือโอกาสย้ายเมืองหลวงจากเมืองปัวมาตั้งที่บริเวณพระธาตุปั๊บ เรียกว่าเวียงภูเพียงแช่แห้ง

เวียงที่ว่าปัจจุบันก็คือตรง แถว ๆ วัดพระธาตุแช่แห้ง อันเป็นจุดหมายแรกในยามเช้าที่สองสหายนักปั่นเราเลือกประเดิมเป็นเส้นทางถีบจักรใต้ลมเย็นมารับอรุณกัน ระยะทางประมาณ 3 กิโลฯ จากโรงแรมน่านฟ้าที่พักถือว่ากำลงเหมาะสำหรับมือใหม่ ข้ามสะพานมาสบายตากับทุ่งน้อย ๆ ที่เขียวขจีริมทาง ปั่นขึ้นเนินนิดหน่อยไม่ทันลิ้นห้อยก็เห็นองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอร่ามตาอยู่บนยอดดอยเตี้ย ๆ
พระธาตุแช่แห้งใต้แสงตะวันทรงกลด ที่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางเวียงภูเพียงแช่แห้งเวียงเก่าของน่านในยุคต้น

ทางวัดกำลังซ่อมสร้างระเบียงคดรอบองค์พระธาตุอยู่พอดี เป็นโอกาสอันเหมาะที่ให้เรามีส่วนร่วมทำบุญบริจาคปัจจัย ก่อนเข้าไปไหว้พระธาตุและพระประธานในวิหารให้จิตผ่องใสรับวันใหม่นอกจากสร้างระเบียงคดแล้ว ช่วงนี้ยังเห็นว่ามีการปรับปรุงภูมิทัศน์ของวัดเป็นการใหญ่ เพราะมีการประกาศให้พื้นที่ธรณีสงฆ์ของวัดพระธาตุแช่แห้งเป็นเขตเมืองเก่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน คือ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2548 และ ประกาศคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าเมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2549 เอาจริงถึงขนาดลงทุนย้ายเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่ายชื่อดังทั้งสองค่ายที่เคยตั้งอยู่ออกไปจากบริเวณวัด เพื่อเน้นบรรยากาศความเป็นเวียงโบราณ ซึ่งก็ได้ผล เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วรู้สึกเหมือนดินแดนในอดีตกาลจริง ๆ

เวียงภูเพียงแช่แห้งเป็นศูนย์กลางอยู่ได้ไม่นานครับ ทางอยุธยาเองก็คงรู้ทันว่าการมาตั้งเวียงใหม่ใกล้พระธาตุของพญาครานเมืองเป็นอุบายที่จะย้ายเมืองมาตั้งให้ใกล้กับสุโขทัย จะได้ช่วยเหลือกันได้ง่ายขึ้น เลยชิงลงมือก่อน โดยตำนานเล่าว่า “ ขุนอินตาเมืองใต้” ซึ่งหมายถึงกษัตริย์อยุธยาพระราชทานผ้าเนื้อดีพร้อมอาบยาพิษมาในผ้า ลองปรงพระชนม์พญาควานเมืองได้สำเร็จ

หลังจากนั้นเวียงภูเพียงแช่แห้งก็ยังเจอกับปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้กระหน่ำซ้ำเติมเข้าให้อีก ในที่สุดพญาผากอง ซึ่งครองราชย์สมบัติต่อจากพญาครานเมืองทนไม่ไหว ก็เลยย้ายเมืองจากเวียงภูเพียงแช่แห้งทางฟากตะวันออกข้าฝั่งมาทางตะวันตกของแม่น้ำน่าน ตรงที่เป็นเมืองในปัจจุบัน เริ่มเรียกกันเวียงน่าน ก็ตอนนี้แหละครับ เพราะเมืองอยู่ติดกับแม่น้ำน่าน

จักรยานสองเกลอเราก็ปั่นตามรอยอดีตของวันวาน ออกจากวัดพระธาตุแช่แห้ง ซึ่งขึ้นสะพานแม่น้ำเข้ามาในเขตเมืองน่าน เลี้ยวขวาตามถนนสุมนเทวราชก่อนจะเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสวนตาล แลเห็นปรางค์สีขาวสูงเสียดยอดตะหง่านอยู่ภายในวัดสวนตาล

นักโบราณคดีสันนิฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นสมัยเวียงน่าน หลังจากพญาผากองย้ายเมืองมาจากอีกฟากของแม่น้ำแล้วผมเองเคยเห็นจากภาพถ่ายสมัยก่อนว่าปรางค์ที่เราเห็นเดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งถ้ายังอยู่ในวันนี้ก็จะเป็นประจักษ์พยานถึงความสัมพันธ์ระหว่างน่านกับสุโขทัยได้เป็นอย่างดี เสียดายที่องค์เจดีย์ได้ถูกบูรณะซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงไปเป็นยอดแบบพระปรางค์เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนี้เอง จะว่าไปก็เป็นพระปรางค์ที่ทรวดทรงแปลกตาสวยงามไม่เหมือนที่ไหน คงมีแห่งเดียวในประเทศไทยนี่แหละ

สองสหายเราจอดจักรยานลงเดินรอบวัด หามุมถ่ายรูปกัน แต่ไม่ว่าไปซอกไหนก็เจอแต่สิ่งก่อสร้างบดบังมุมสวยงามไปเสียหมดจนต้องส่ายหัวยอมแพ้ ความจริงวัดนี้ก็มีจุดเด่น ถ้ามีการจัดภูมิทัศน์ใหม่แบบเดียวกับวัดพระธาตุแช่แห้ง คงจะชมกันได้อีกเยอะ โดยเฉพาะในวิหารซึ่งมี พระเจ้าทองทิพย์ พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา งดงามอ่อนหวานแบบศิลปกรรมสุโยทัยให้ผู้มาเยือนสักการะและชื่นชมได้อย่างอิ่มตาอิ่มใจ พิศดูลักษณะเหมือนกับพระพุทธรูปในวัดช้างล้อม ศรีสัชนาลัย ยังไงยังงั้น ถือเป็นอีกหลักฐานที่พอจะช่วยยืนยันได้ถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสุโขทัยได้เป็นอย่างดี
เจดีย์เหลี่ยมวัดพญาวัด สถาปัตยกรรมอลังการที่มีแค่เพียง 3 แห่งเท่านั้นในประเทศไทย

ขี่จักรยานต่อมาตามถนนผากอง (สังเกตให้ดีจะเห็นว่าถนนในเมืองน่านส่วนใหญ่จะตั้งชื่อตามพระนามเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สำคัญแทบทั้งนั้น) พักเดียวก็มาเลี้ยวเข้าวัดพระธาตุช้างค้ำ ผมหยุดยืนแหงนมองเจดีย์สีทองสะท้อนแสงแดดอร่ามอยู่บนฐานเหลี่ยมสูง มีช้างโผล่ออกมาครึ่งตัวด้านละ 5 เชือก ตามมุมอีกมุมละเชือก เหมือนกับเจดีย์ช้างล้อมสุโขทัยไม่มีผิด ส่วนพี่จ๊อดกลับก้มหน้าก้มตาสนใจกับเจดีย์คฤห์หลังน้อยที่ส่วนยอดมีทรวดทรงคล้ายวิหารจำลอง ประดับประดาด้วยลวดลายปูนปั้นอลังการงานสร้างอย่างที่เรียกว่าเล็กพริกขี้หนู ประดิษฐานพระพุทธรูปภายใน ต่างมองต่างมุม แต่ก็ไปด้วยกันได้ละน่า

ที่วัดพระธาตุช้างค้ำนี้ยังมีความสำคัญในฐานะสถานที่พบศิลาจารึกสาบานเป็นพันธมิตรกันระหว่างพญาผากองกับพระมหาธรรมราชาที่ 2 แห่งเมืองสุโขทัย (ตอนนี้ย้ายไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน แล้ว) ไม่ใช่แค่สาบานกันเฉย ๆ นะครับ ในประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ว่าพญาผากองยังได้ส่งกองทัพไปช่วยพระ มหาธรรมราชาที่ 2 แห่งกรุงสุโขทัยรบกับทัพของขุนหลวงพะงั่วจากกรุงศรีอยุธยาด้วย ( พูดจริงทำจริงว่างั้น) ในสายตาของอยุธยาน่านก็เลยดูเหมือนเป็นก้างขวางคอชิ้นสำคัญ

ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่พอถึงรัชการ พญาคำตัน โอรสของพญาผากอง ทางอยุธยาก็เลยงัดไม้ตายเก่าเอามาใช้ใหม่โดยในตำนานกล่าวไว้ว่า “ ขุนหลวงเมืองใต้” เสด็จมาร่วมพิธีราชาภิเษก แล้วลอบปลงพระชนด้วยการผสมยาพิษ (อีกแล้ว) ลงในน้ำสรง พอรดน้ำปั๊ป พญาคำตันก็เกิดประชวรปวดพระเศียรอย่างแรง สิ้นพระชนม์ในทันที
ยอดพรหมพักตร์ศาลหลักเมือง อลังการงานสร้างปูนปั้นสมัยใหม่ในวัดมิ่งเมือง

ได้ผลครับ เพราะหลังจากนั้นเมืองน่านก็อ่อนแอ มีแต่ความวุ่นวาย เจ้าศรีจันต๊ะ โอรสพญาคำตัน ขึ้นครองราชย์ได้ปีเดียวก็ถูกพญาเพระกับพญาอุ่นเมืองยกทัพจากแพร่มายึดเมืองและจับประหาร ก่อนที่เจ้าหุง จะต่อสู้ชิงเมืองน่านกลับคืนจากแพร่ได้สำเร็จ ภายหลังยังมีการชิงราชสมบัติกันเองระหว่าง เจ้าอินต๊ะแก่นท้าว กับ เจ้าแปง อีก แม้ในที่สุดเจ้าอินต๊ะแก่นท้าวจะชนะได้ครองเมืองน่าน แต่ครองได้ไม่นานก็ถูกกองทัพเชียงใหม่ของพญาติโลกราชยกเข้ามาโจมตี ยึดเมืองน่านได้สำเร็จ ไล่ ๆ กันกับที่สุโขทัยก็ถูกโจมตีและยึดครองโดยอยุธยาเหมือนกัน

เมืองน่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาเป็นเวลา 108 ปี และเมื่อล้านนาถูกพม่ายึดครอง เมืองน่านก็เท่ากับอยู่ในปกครองของพม่าด้วยอีก 214 ปี ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในปกครองของกรุงรัตนโกสินทร์ในท้ายสุด และกลายมาเป็นเมืองน่านที่เราขี่จักรยานเที่ยวกันอยู่ในตอนนี้

ออกจากวัดพระธาตุช้างค้ำ เราปั่นรถคู่ใจข้ามถนนมาวัดภูมินทร์ สร้างในยุคที่น่านตกอยู่ในการปกครองของพม่าแล้ว โดย เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่าน ใน พ.ศ. 2139 เดิมชื่อว่า วัดพรหมมินทร์ตามพระนามผู้สร้าง เรียกไปเรียกมานาเข้าเพี้ยนเป็นวัดภูมินทร์ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

สองนักปั่นจอดจักรยานเดินดุ่ม ๆ ตรงเข้าไปยังวิหารจัตุรมุขที่แลดูเหมือนตั้งตระหง่านอยู่บนหลังพญานาคขนาดใหญ่ 2 ตน วันนี้วิหารแลดูใหม่เอี่ยมอ่องผิดหูผิดตาเพราะเพิ่งจะบูรณะใหญ่กันไปเมื่อปี พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมา ภายในมังเหลืองด้วยลายทองบนพื้นแดง ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย 4 องค์สีทองอร่ามหันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกันตรงกึ่งกลางโบสถ์ โดยหันพระพักตร์ออกทางประตูทั้งสี่ทิศ เรียกว่าเป็นวิหารแบบสร้างสรรค์แหวกแนวไม่เหมือนใครที่ไหน ซึ่งผู้รู้ท่านบอกว่าผู้สร้างต้องการแฝงปริศนาธรรมเอาไว้ ตัววิหารเป็นการจำลองจักรวาล คือทวีปทั้งสี่ ส่วนพระพุทธรูป 4 องค์หันหน้าออกประตูทั้งสี่ หมายถึงอริยสัจสี่ อันเป็นทางพ้นทุกข์ และ พญานาคที่หนุนอยู่หมายถึงลอยตัวอยู่เหนืออบายมุขทั้ง สี่ (ใครอย่าได้เอาไปรีความเป็นเลขเด็ดตองสี่เชียวนา)

ตามประวัติว่ามีการบูรณะวัดภูมินทร์ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ. 2410 ใช้เวลาถึง 7 ปี และในครั้งนั้นได้มีการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ที่ปัจจุบันกลายเป็นภาพมีชื่อลือลั่นระดับโลกด้วยเส้นสายและสีสันที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชาดกและตำนานพื้นเมืองของน่านเอง สอดแทรกวิถีชีวิตของชาวเมืองน่านเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเอาไว้ในภาพอย่างมีชีวิตชีวา ชนิดยากจะหาที่ไหนมาเสมอเหมือน โดยเฉพาะภาพที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า “ โมนาลิซาเมืองไทย” วาดอิริยาบถของสาวน่านไว้ด้วยลายเส้นชดช้อยอ่อนหวานจัดตาจับใจจริง ๆ

ผมกับพี่จ๊อดแยกย้ายกันเดิน เพลินดูภาพจิตรกรรมในวิหารจนเวลาผ่านไปแทบไม่รู้ตัว ท้องร้อยว่าหิวแล้วนั่นแหละถึงนึกได้ว่าเที่ยงแล้ว รีบปั่นจักรยานไปหามื้อกลางวันกินกัน

อิ่มหมีพีมันแล้วแดดเที่ยงยังเปรี้ยงอยู่ ปั่นกลางแดดก็กลัวว่าผิวจะกลายเป็นนิโกรไป เลยพยักพเยิดกันถีบรถเข้าไปหลบแดดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ปั่นจักรยานตามทางเดินลอดไปใต้เงาของต้นลั่นทมเรียงรายร่มครึ้มอยู่สองฝั่งเป็นอุโมงค์ต้นไม้ อ้อมไปจอดหน้าอาคารสองชั้นก่ออิฐถือปูนสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอันเคยเป็นหอคำของเจ้าผู้ครองนครปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองน่านในทุก ๆ ด้าน

ห้องโถงกลางชั้นล่างจัดแสดงเรื่องทางชาติพันธุ์วิทยาของชาวไทยพื้นเมืองภาคเหนือ รวมทั้งชนเผ่าทั้งหลายในเขตจังหวัดน่าน ทั้งบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้รวมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ

ส่วนห้องโถงใหญ่ชั้นบนที่เคยเป็นท้องพระโรงจัดแสดงภาพถ่ายโบราณ ศิลาจารึก ห้องด้านในจัดแสดงภาพถ่ายโบราณ ศิลาจารึก ห้องด้านในจัดแสดงเรื่องราวทางโบราณคดีและศิลปะเมืองน่าน นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไล่มาจนถึงรับอิทธิพลสุโขทัย ล้านนา โบราณวัตถุด้านต่าง ๆ และที่พลาดชมไม่ได้คืองาช้างดำ สมบัติคู่บ้านคู่เมืองน่านที่มีตำนานเล่ามาว่าได้มาจากเมืองเชียงตุง จัดแสดงเอาไว้ในห้องกระจกโดดเด่นเป็นสง่า

คิดไม่ผิดที่มาเดินหลบแดดฆ่าเวลาในพิพิธภัณฑ์ นอกจากตัวไม่ดำแล้วยังได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองน่านเพิ่มขึ้นอีกตั้งบานตะไท
วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา อารามไทยลื้อที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยลื้อ กับจิตรกรรมฝาผนังและวิถีชีวิตของชาวไทยลื้อ

ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หน้าพิพิธภัณฑ์มีวิหารหลังเล็กเหมือนของจำลองตั้งอยู่เรียกว่าวัดน้อย มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ดเอาไว้ว่าเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จมาพระราชดำเนินมาทรงตรวจราชการเมืองน่าน มีรับสั่งถามถึงจำนวนวัดในเวียง พรเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองเมืองน่าน กราบบังคมทูลจำนวนเกินไป 1 วัด จึงโปรดให้สร้างวัดน้อยขึ้นหน้าหอคำเพื่อให้ครบตามจำนวนถือเป็นวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะคิดต่อเรื่อยเปื่อยไปตามประสาคนอยู่ไม่ค่อยสุขว่า ดีนะ ที่ท่านเจ้าผู้ครองนครกราบบังคมทูลจำนวนเกิน สร้างวัดเพิ่มให้ครบได้ ถ้ากราบบังคมทูลจำนวนขาดไปละก็...ทำยังไงเนี่ย

แดดร่มลมตกคู่หูสองล้อก็ออกถนนกันต่อ แวะไหว้พระกันอีกทีที่วัดหัวข่วง วัดเล็ก ๆ ริมถนนร่มรื่นด้วยเงาไม้ หลังวิหารมีเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา ขนาดไม่ใหญ่ แต่ประดับลวดลายปูนปั้นวิจิตรตระการตา ใกล้กันเป็นหอไตรครึ่งตึกครึ่งไม้ที่ชั้นบนแกะสลักไม้เป็นลวดลายประดับกระจกสวยงามแบบเรียบง่าย

ปั่นปร๋อต่อไปเลี้ยวขวาเข้าถนนมหาพรหม ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุมนเทวราช แดดร่มลมตกอย่างนี้เหมาะแก่การถีบรถเที่ยวดูอาคารบ้านเรือนไม้เก่า ๆ ที่เรียงรายริมสองฟากผั่งถนนสายนี้ ที่เด่นสุดก็เห็นจะเป็นโรงแรมน่านฟ้า ที่เราพักเพราะเป็นโรงแรมไม้ 3 ชั้นหลังเดียวในน่าน (อาจจะหลังเดียวในประเทศไทยด้วยซ้ำไป)ที่สร้างจากไม้สักทั้งหลังตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2503 ปีเดียวกับที่ก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.)พอดี อายุอานามก็เกือบ 50 ปี เข้าไปแล้ว จากหน้าโรงแรมปั่นสบาย ๆ ตรงไปตามถนนเกือบตลอดสายก็มีบ้านเรือนไม้เก่า ๆ ให้ดูอีกเป็นระยะจนกระทั่งถึงแถวเวียงเหนือ
หอไตรวัดหัวข่วง งดงามแบบเรียบง่ายด้วยลายแกะสลักไม้ประดับกระจกสี

ที่เรียกว่าเวียงเหนือนี่มีประวัติว่าพ.ศ. 2360 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่โดยน้ำจากแม่น้ำน่านไหลบ่าเข้าท่วมเวียงน่านกระแสน้ำพัดกำแพงเมืองทางตะวันตก วัดวาอาราม บ้านเรือนพังทลายแทบทั้งหมด พญาสุมนเทวราชจึงย้ายเมืองไปสร้างใหม่อยู่บนทีดอยบริเวณที่เรียกว่าดงพระเนตรช้าง ทางเหนือของเวียงน่าน เลยเรียกกันว่าเวียงน่าน มี วัดสถารศ ซึ่งเป็นวัดเดียวที่มีพระธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลางเวียง เป็นศูนย์กลางของน่านอยู่ประมาณ 36 ปี ย่านนี้จึงเป็นย่านของบ้านเรือนแบบเก่าสร้างด้วยไม้หลายหลังเรียงรายอยู่

ฉวัดเฉวียนโฉบเฉี่ยวเที่ยวชมบ้านเก่าจนจุใจแล้ว ก็พากันเลี้ยวไปตามถนนวรฤทธิเดช ไม่ไกลเท่าไหร่เราก็ได้เห็น กำแพงเก่าเมืองน่าน ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่เป็นกำแพงเมืองฝั่งตะวันตก กำแพงนี้สร้างขึ้นหลังจากที่ย้ายเมืองจากบริเวณเวียงเหนือกลับมาเมืองน่านเดิม ตัวกำแพงสูง 5.1 เมตร ยาว 417 เมตร เพิ่งจะมีการบูรณะฟื้นฟูถากถางวัชพืชที่ขึ้นรก เก็บกวาด รื้อถอนป้ายโฆษณาที่ปักไว้รกรุงรังเมือเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมานี้เอง น่าเสียดายที่กำแพงเมืองด้านตะวันออกถูกทุบเอาอิฐไปสร้างสะพานกรุงศรี สะพานบริเวณถนน สุริยพงษ์ที่เราขี่จักรยานผ่านกันทุกวันเสียแล้ว ไม่งั้นคงมีเหลือให้ดูมากกว่านี้ ยังดีที่มีพอเห็นเค้าให้จินตนาการเพิ่มเติมได้

ไหน ๆ ก็ผ่านไปทางถนนสุริยพงษ์แล้ว ก็เลยถือโอกาสแวะเข้าไปชมวัดมิ่งเมือง อันเป็นที่ตั้งของศาลหลักเมืองน่านซึ่งสะดุดตามาหลายวันเวลาขี่รถจักรยานผ่านแต่ไม่ได้แวะสักที ความโดดเด่นอยู่ที่ลวดลายปูนปั้นสีขาวอันวิจิตรตระการตาศาลาจัตุรมุขยอดพรหมสี่หน้าเป็นตัวอาคารประดิษฐานศาลหลักเมือง ถัดเข้าไปเป็นโบสถ์ของวัด ภายในมีจิตรกรรมประวัติความเป็นมาของเมืองน่านตั้งแต่ต้นราชวงศ์ภูคามาจนกระทั่งปัจจุบัน

ห่างออกไปบนถนนสายเดียวกันนี้ยังมีอีกวัดหนึ่งที่คล้ายกันคือ วัดศรีพันต้น วิจิตรอลังการด้วยลายปูนปั้นประดับประดาโบสถ์ด้านนอกไม่แพ้กัน บนเสาบานหน้าต่างแกะสลักไม้เรื่องรามเกียรติ์ ฝีมือช่างแบบพื้นบ้าน บนผนังก็ยังมีจิตรกรรมประวัติความเป็นมาของเมืองน่าน เหมือนกันอีก สองวัดที่ว่านี้แม้เป็นของใหม่ แต่แวะเข้ามาดูเอาไว้ก็ไม่เสียหลาย เพราะงามจริง

ถนนพาเราออกมาถึง วัดพญาวัด ทางทิศใต้ของเขตเวียงน่าน แลเห็นเจดีย์เหบี่ยมจามเทวีโดดเด่นเป็นสง่าแต่ไกล เจดีย์เหลี่ยมแบบนี้มีแค่ 3 องค์เท่านั้นในประเทศไทย คือที่วัดกู่กุด จังหวัดลำพูน และเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ที่น่านนี่แหละ นักโบราณคดีเชื่อว่าเจดีย์เหลี่ยมวัดพญาวัดนี้สร้างเป็นองค์สุดท้ายใน 3 องค์ ภายในวัดตอนนี้กำลังมีการปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นการใหญ่ สร้างอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาเพิ่มเติม ดูแบบแปลนที่มาติดไว้ให้ชมแล้วสวยงามน่าเลื่อมใส เราก็เลยพากันร่วมทำบุญสนับสนุนเต็มที่สนับสนุนโครงการดี ๆ แบบนี้ จะได้มีวัดสวย ๆ งาม ๆ ให้เที่ยวชมกัน
ปรางค์ใหญ่วัดสวนตาล เคยเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ก่อนจะมาถูกดัดแปลงในภายหลัง

และแล้วก็มาถึงรายการสุดท้ายของวัน นั่นคือ การขึ้นไปบนวัดพระเธาตุเขาน้อย จากมุมมองบนลานวัดซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลาสีทององค์ใหญ่มองลงมาเบื้องล่างจะเห็นเมืองน่านทั้งเมืองในโอบล้อมของขุนเขาอันสลับซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเย็นอย่างนี้ แสงสีทองอาบไล้ไปทั่ว แลดูนุ่มนวลเนียนสบายตาเหมือนกับภาพวาดสีน้ำยังไงยังงั้น เราเรียกว่ารูดม่านปิดท้ายได้อย่างสวยงาม

กลับเข้ามาในเมืองเอาเมื่อตะวันใกล้ลับฟ้า แข้งขายังพอมีแรงก็เลยพากันปั่นจักรยานคันเก่งต่อไป แพวริมแม่น้ำน่านยามเย็นอย่างนี้ชาวเมืองจะอุ้มลูกจูงหลานมาพักผ่อนกันบนลานอเนกประสงค์ริมตลิ่งบ้างก็พาครอบครัวมานั่งกินอาหารเย็น มีสารพัดร้านพากันมาตั้งโต๊ะเรียงรายให้บริการกันอยู่ ปั่นจักรยานมากำลังหิดได้ทีก็เลยถือโอกาสนี้เข้าไปนั่งกินข้าวเย็นริมแม่น้ำน่านแกล้มบรรยากาศยามเย็นเสียเลย ตอนที่เรามานี่อยู่ในช่วงที่ กำลังจะมีการแข่งเรือยาวประจำปี มีเรือยาวมาซ้อมพายกันอยู่หลายลำ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักด้วยผู้คนที่มาซ้อมและมาให้กำลังใจ

ครับ ได้มาเห็นมาสัมผัสกับวิถีชีวิตที่สุขสงบเรียบง่ายในเมืองเล็ก ๆ อย่างน่านแล้ว ไม่อยากนึกถึงวันที่ต้องกลับไปใช้ชีวิตผจญความวุ่นวายในเมืองกรุงที่แสนยุ่งเหยิงเลยจริง ๆ .... เฮ้อ

เยี่ยมยามเมืองคู่แฝด หลวงพระบาง
เมืองหงสา จุดกึ่งกลางบนทางผ่านจากน่านสู่หลวงพระบาง ยังคงความเป็นชนบทด้วยท้องทุ่งนาเขียวขจีที่มีอยู่ทั่วไป

เช้าวันนี้สองสหายนักปั่นเราไม่ได้ออกไปขี่จักรยานรับอรุณเหมือนเคย

ไม่ใช่เพราะว่า “ เดี้ยง” ลุกไม่ไหวจากที่เมื่อวานตะลอนปั่นกันทั้งวันหรอกครับ แต่เพราะเรามีโปรแกรมจะเดินทางข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้านชื่อยาวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกันต่างหาก

จากเมืองน่านนั้นมีเส้นทางถนนที่เชื่อมโรงไปถึงเมืองคู่แฝดในประวัติศาสตร์ของน่านได้ โดยขับรถขึ้นไปทางเหนือ ผ่านอำเภอท่าวังผา อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้าง ไปสุดที่ปลายชายแดนบ้านห้วยโก๋นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า แล้วไปผ่านเข้าด่านน้ำเงินของลาว ผ่านเมืองเงิน เมืองหงสา เมืองไชยะบุลี ไปถึงเมืองหลวงพระบาง
วีถิชีวิตเรียบง่ายของผู้คนก็ยังพบเห็นได้ในตลาดเช้าใจกลางเมืองหงสา สปป.ลาว

ใครต่อใครเขาว่าไปทางนี้ยากลำบากนักหนา ถนนหนทางที่ว่าลำบากน่ะยังไม่เท่าเลยครับ แต่เรื่องการผ่านแดนนี่สิ เจ้าหน้าที่ของลาวนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นจอมปัญหา จะเข้าทีออกทีแสนลำบากยากเย็น ทั้งที่มีข่าวว่าทางรัฐบาลลาวมีคำสั่งให้เปิดด่านน้ำเงินชายแดนฝั่งลาวให้เป็นด่านสากลแล้ว แต่คุณพี่ที่ด่านแกก็ว่าคำสั่งจากส่วนกลางยังไม่ถึงเสียอย่างใครจะทำไม

ผมน่ะเคยแล้วครับ ที่ด่านน้ำเงินนี่แหละ ขนาดมีไกด์ลาวจากบริษัททัวร์ที่หลวงพระบางมารอรับ ยังโดนเจ้าหน้าที่ยึกยักกักให้นั่งเล่นชมนกชมไม้อยู่ที่ชายแดนเป็นชั่วโมงเหมือนกัน คราวนี้เราก็เลยใช้วิธีใหม่ คือติดต่อประสานคนลาวในเมืองเงิน เมืองติดกับน่าน ให้เช่ารถเสร็จสรรพมารอรับเราที่ด่านชายแดน ตอนผ่าน ตม. ลาวเราก็บอกว่าจะไปเยี่ยมญาติ (ไม่ได้โกหกนะครับ ก็ไปเยี่ยมหลวงพระบาง เมืองคู่แฝดของเมืองน่าน บ้านพี่เมืองน้องกันแท้ ๆนี่นา) โดยมีคนที่มารับช่วยยืนยันว่าญาติกันจริงจริ๊ง ปรากฏว่ายึกยักบ้างก็แค่พอเอาเชิง ขอรื้อกระเป๋าตรวจโน่นตรวจนี่อีกนิดหน่อย ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ผ่านสบาย

จากนั้นก็เป็นรายการผจญความขรุขระตะปุ่มตะป่ำของถนนลูกรังที่คดโค้งลดเลี้ยวขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามไหล่เขาสูง ท่างกลางฝุ่นตลบ โดยจุดมุ่งหมายปลายทางในวันแรกนี้เราจะไปค้างแรมกันที่ เมืองหงสา
นาคสะดุ้ง บนหลังคาวิหารวัดบ้านเวียงแก้ว โดดเด่นด้วยฝีมือช่างท้องถิ่น

ถึงจะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ก็พอจะมีอะไรให้เที่ยวชมอยู่บ้าง อย่างเช่นวัดวาอารามตามรายทาง รถแวะให้เราลงที่วัดบ้านเวียงแก้ว เป็นวัดแรก นอกจากพระธาตุองค์เล็ก ๆ น้อย ๆ สีกระดำกระด่างบนลานวัดยังมีวิหารสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อหลังคาแป้นเกล็ดไม้ตระหง่าน แม้สภาพจะทรุดโทรมไปสักหน่อย หน้าวิหารมีสิงห์ปูนปั้นหน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาดจังก้าอยู่สองฟากประตูที่เขียนลวดลายทวารบาลสีเหลืองแดง

ที่เราชอบกันก็คือภาพจิตรกรรมฝีมือช่างพื้นเมืองสีสันและลานตา ดูน่ารักคล้าย ๆ จิตรกรรมเด็ก บนผนังด้านหน้าแอบเข้าไปภายในวิหารที่อลังการด้วยตุงผ้ามากมายแขวนห้อยระย้าลงมาจากเพดานพากันกราบพระประธานปูนปั้นศิลปะไทลื้อก่อนจะแยกย้ายกันไปตื่นตาตื่นใจกับจิตรกรรมบนผนังด้านในที่วาดด้วยเส้นสายและสีสันสดใสจริงใจ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวในพุทธประวัติและชาดก
พระประธานปูนปั้นวัดสีมงคล งามง่ายๆ แบบศิลปะไทลื้อ

อีกวัดหนึ่งบนทางผ่านคือวัดสีมงคน วัดนี้มีวิหารหลังเล็กทรวดทรงคล้ายสิมอีสานตั้งอยู่หน้าเสาหงส์ปูนปั้น หน้าบันรวงผึ้ง แกะสลักไม้สวยงาม แต่ชำรุดทรุดโทรม ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปูนปั้น 3 องค์ พี่จ๊อดชอบอกชอบใจกับพญานาคเชิงบันไดทางขึ้น ที่ใช้เปลือกหอยแครงมาทำเป็นเกล็ดพญานาคบอกว่ารู้จักประยุกต์วัสดุเหลือใช้

แวะไปวัดสีบุนเรือง อีกแห่งเป็นการแถมท้าย ไหว้องค์พระธาตุสีบุนเรือง อันเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี (แต่ทาสีทองใหม่เอี่ยม) ที่เรียงรายอยู่กับเจดีย์องค์เล็ก ๆ อีกหลายองค์ แล้วรถก็พาเราเข้าไปส่งที่เรือนพักสุพาพอนอันเป็นที่พักของเราในวันนี้

ถึงที่พักก็หิวกันงั่ก เชียวครับ เพราะมาถึงตอนบ่ายแก่ ๆ ยังดีอยู่ใกล้กับตลาดพากันโผเผเดินไปอาศัยร้านก๋วยเตี๋ยวประทังความหิวกัน ยกมาทีชามใหญ่มหิมาพร้อมผักเครื่องเคียง ชามละ 10,000 กีบ (ประมาณ 40 บาท) รสชาติเอร็ดอร่อยใช้ได้ แต่กินเสร้จแล้วคองี้แห้งผาก ต้องดื่มน้ำตามหลายแก้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทางร้านใส่ผงชูรสลงไปกี่ช้อน แอบดูเครื่องปรุงบนโต๊ะ นอกจากกระปุกน้ำตาล น้ำปลา พริกน้ำส้มแล้ว ยังมีกระปุกผงชูรสแยกต่างหากอีกกระปุก ท่าทางที่นี่เขาจะใส่กันเป็นล่ำเป็นสัน ถ้าต้องกินทุกวันมีหวังหัวล้านแน่
ลายเส้นสีสันสดใสจริงใจแบบพื้นบ้านของภาพทวารบาลบนประตูวิหารวัดสีบุนเรือง

กลับมาผึ่งพุงในที่พัก ระหว่างนั่งก็ชวนคุณลุงเจ้าของคุยไปด้วยเป็นการฆ่าเวลา ก็เลยได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมืองหงสานี่มีชื่อ เต็ม ๆ ว่าเมืองหงสาวดี (เหมือนในพม่าเลยแฮะ) เป็นเมืองที่มีช้างมากเหมือนกับสุรินทร์บ้านเรา แถมยังมีงานช้างเหมือนกันด้วย เวลางานจะมีช้างมาชุมนุมกันประมาณ 700 เชือก ส่วนเวลาไม่มีงานช้างก็จะอยู่ในป่า นักท่องเที่ยวฝรั่งเข้ามากันเยอะ แต่มาจากหลวงพระบาง ไม่ได้เข้ามาจากทางด่านน้ำเงินเหมือนเรา ส่วนใหญ่ก็จะเข้ามาขี่ช้างเที่ยวป่ากันในราคา 25 เหรียญ ต่อ 2 ชั่วโมง

เหลือบไปเห็นว่าทางเรือนพักมีจักรยานให้เช่า สองเกลอนักปั่นเราก็อดไม่ได้ ชักชวนกันเช่ารถไปขี่เที่ยวดูอะไรต่อมิอะไรในยามแดดร่มลมตก ค่าเช่าจักรยานคิดเป็นวัน วันละ 20,000 กีบ (แพงกว่าก๋วยเตี๋ยวเสียอีก) แต่ทำยังไงได้ จักรยานพับเราก็ไม่ได้เอาข้ามมาด้วย จำใจควักกระเป๋าจ่าย ทั้งที่ก็ไม่ใช่จักรยานอย่างดี ยิ่งมาเจอถนนลูกรังตะปุ่มตะป่ำเข้าให้ เล่นเอาสองสหายเราปั่นไปไหนไม่รอด เลยได้แค่ถีบไปดูเขาซื้อขายข้าวของกันที่ตลาดเย็นใกล้ ๆ แล้วไปขี่เล่นริมทุ่งนาชมบรรยากาศชนบทยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก่อนกลับมากินข้าว เย็นแล้วแยกย้ายกันเข้านอนแต่หัวค่ำ
หน้าบันวิหารวัดสีมงคลที่เคยอลังการด้วยลวดลายไม้แกะสลัก

ตื่นมาวันใหม่แดดยามเช้าสาดส่องทั่วเมืองเป็นสีทอง สองคนออกไปเดินเล่นชมตลาดยามเช้าซี่งตั้งอยู่กลางเมือง ผู้คนมาจับจ่ายข้าวคึกคักมีชีวิตชีวา วนเวียนดูจนเมื่อยขาแล้วก็เข้าไปส่งกาแฟในร้านตรงข้ามตลาด นั่งมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาขวักไขว่ เป็นความสุขง่าย ๆ อีกอย่างหนี่ง ดูเพลินไปมองนาฬิกาอีกทีปาเข้าไปสายโด่ง อาศัยก๋วยเตี๋ยว (ผงชู) รสเด็ดรองท้องมื้อกลางวันไปอีกมื้อก่อนออกเดินทาง

จากเมืองหงสาเราต้องนั่งรถลุยข้ามน้ำ โขยกเขยกตามทางมหาวิบากอี 27 กิโลฯ ไปยังบ้านท่าช่วงอันเป็นท่าเรือโดยสารที่จะนำพาเราไปยังเมืองหลวงพระบาง มรดกโลก จุดหมายปลายทาง ความจริงทางถนนก็ไปได้เหมือนกัน โดยผ่านไปทางเมืองไชยะบุลี แต่สภาพถนนอย่างที่เห็นนี่ กว่าจะไปถึงหลวงพระบางเครื่องในเราคงจะสลับสับที่กันหมดแหง ๆ

ลงเรือได้ก็เสมือนกับได้หลุดจากนรกมาขึ้นสวรรค์ เพราะจากนี้เป็นการล่องไปตามสายน้ำ ไม่ต้องกระแทกกระทั้นจนกระเด้งกระดอนอีกต่อไป นั่งเอกเขนกกินลมชมทิวทัศน์สองฟากฝั่งซึ่งเป็นเทือกเขาอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่มพุ่มไสวด้วยป่าไม้เบียดเสียดหนาแน่น สลับกับวิถีชีวิตประจำวันแบบลาวพื้นบ้าน พายเรือ ถ่อแพ หาปู หาปลา ไปตามประสาชาวชนบท แค่นี้ก็ทำให้ชาวเมืองใหญ่อย่างเราตื่นตาตื่นใจลุกขึ้นลุกลงถ่ายภาพได้ตลอดเส้นทาง ด้วยความที่ไม่ค่อยเคยเห็นกัน
ลายลงรักปิดทองของวิหารวัดเชียงทอง หนึ่งในจุดขายสำคัญของเมืองอร่มเรื่อเรืองในแสงยามเย็น

เนิ่นนานประมาณ 3 ชั่วโมง กัปตันก็แจ้งให้เราทราบว่าใกล้ถึงหลวงพระบางแล้ว แต่จำเป็นจะต้องข้ามโปรแกรมเที่ยวถ้ำติ่งไป เพราะไม่งั้นจะมืดเสียก่อน ซึ่งหันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นมีใครขัดแย้ง หลังจากเรือเทียบท่าแล้วที่หลวงพระบาง ก็มีรถตู้เล็กมารับเราเข้าที่พักซึ่งก็คือโรงแรมสุวรรณภูมิ คืนนี้แยกย้ายกันเข้านอนปุ๊ปก็แทบจะหลับปุ๋ยด้วยความอ่อนเพลีย

วันรุ่งขึ้น พวกเราออกไปตักบาตรข้าวเหนียวเข้ามืดบนถนน ซึ่งพระภิกษุจากวัดในหลวงพระบางจะเดินบิณฆบาตรตามกันมาเป็นแถวยาวบนถนนที่เรียงรายด้วยตึกรามเก่าสองฟากฝั่ง โดยมีชาวบ้านนั่งรอตักบาตรอยู่ริมทาง เป็นภาพของเมืองอันสวยงามเรียบร้อย สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมานาน โดยเฉพาะพวกฝรั่งอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศกันทั้งนั้น เห็นมานั่งกันหัวทองสลอน บางคนลงทุนเตรียมข้าวปลาอาหารมาตักบาตรด้วยก็มี แปลกดีเหมือนกัน
ยามเย็นบนพระธาตุพูสี จะมีนักท่องเที่ยวนานาชาติมานั่งรอชมพระอาทิตย์ตกอย่างคับคั่ง

ยิ่งเดี๋ยวนี้มีพัฒนาการขึ้นมาอีกขั้นครับ ไม่ต้องเตรียมข้าวของอะไรมาก็ได้ มีแม่ค้าหัวใสมาปูเสี่อขายของใส่บาตรหลังแถวนักท่องเที่ยวที่เรียงราย อำนวยความสะดวกให้พร้อม อยากได้อะไรเพิ่มเติมก็หันไปสั่งซื้อได้ ผมเองก็ลองใช้บริการดูเหมือนกัน ปรากฏว่าไม่ค่อยประทับใจครับเพราะของที่บรรดาแม่ค้าจัดมาขายให้เราถวายพระนั้นเย็นชืดเหมือนของแช่ตู้เย็นไม่สดใหม่ ใส่บาตรแล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าจะได้บุญหรือได้บาป ถ้าเกิดพระท่านฉันเข้าไปแล้วเกิดท้องเสียขึ้นมา

เดินเที่ยวดูผู้คนจับจ่ายซ้อหาสินค้าอย่างมีชีวิตชีวา ที่ตลาดเช้าหลวงพระบางริมแม่น้ำโขงแล้วเราก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรม อิ่มหมีพีมันได้ที่ก็เช่าจักรยานของโรงแรมออกมาขี่เที่ยวเมืองกันเป็นการย่อยอาหาร โชคดีที่อากาศอึมครึมมืดครึ้ม ก็เลยไม่ต้องตากแดดให้ตัวดำกันเท่าไหร่ วัดวาอารามของหลวงพระบางก็อย่างรู้กันนั่นเหละครับ ว่ามีอยู่มากมายหลายสิบวัด แต่ละแห่งล้วนเก่าแก่ แต่งดงามแบบเรียบง่าย เรียงรายอยู่สองฟากฝั่งถนนติด ๆ กัน ปั่นเข้าวัดโน้นออกวัดนี้จำกันไม่หวาดไม่ไหว

ระหว่างขี่จักรยานไปผมก็สังเกตเห็นว่าตีกรามบ้านช่องเก่า ๆ ในเมืองที่เคยเป็นที่อยู่ของคนหลวงพระบาง ร้านขายของชำ ร้านทำผม อะไรต่ออะไร เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ถูกปรับปรุงทาสีตกแต่งใหม่กลายเป็นเกสต์เฮาส์บ้าง ภัตตาคารร้านอาหารบ้าง ดูจากลักษณะที่เห็นน่าจะเป็นต่างชาติมาลงทุน ฝรั่งนั่งกันเต็ม นี่ถ้าไม่รู้ว่าอยูที่หลวงพระบางอาจจะนึกว่าอยู่ที่เมืองยุโรปที่ไหนสักแห่งเป็นแน่

ส่งท้ายรายการของวัดด้วยการขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกกันบน พระธาตุพูสี ซึ่งหลังจากไต่บันไดพลางหยุดพักหอบไปพลาง ผ่านร่มเงาครึ้มของต้นจำปาบุปผาเมืองลาว ขึ้นไปจนถึงยอดเขา เราก็พบว่าบนนั้นแออัดไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมายหลายเชื้อชาติ ขึ้นมานั่งรอยืนรอดูอาทิตย์อัสดงกันจนเต็มลาน แสงสุดท้ายลับฟ้าพวกเราได้ฝ่าความมืดกลับลงมาเดินช๊อปปิ้งกันบนถนนทำเป็นถนนคนเดิน สว่างไสวด้วยแสงไฟ มีของที่ระลึก เครื่องประดับ สินค้าพื้นเมือง ผ้าทอ ผ้าถุง ฯลฯ วางขายนักท่องเที่ยวเดิน ๆ อยู่บางทีเผลอนึกว่ากำลังเดินอยู่ถนนคนเดินที่เชียงใหม่ ก็มันคล้ายกันจนแทบแยกไม่ออกนี่ครับ
นักท่องเที่ยวตื่นตากับทิวทัศน์ผืนป่าและวิถีชีวิตรายทางระหว่างนั่งเรือสู่หลวงพระบาง

หลวงพระบางในสายตาผมวันนี้แทบไม่ต่างจากเชียงใหม่ เป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบไปเสียหมดแล้ว บรรยากาศเมืองเล็ก ๆ ที่สงบเงียบ ดูเหมือนจะเลือนรางจางหายไปมาก แม้ว่าทางรัฐบาลของลาวจะพยายามอนุรักษ์ในทุกวิถีทาง ไม่ให้มีการสร้างอาคารใหม่ ๆ ที่แปลกแยกแตกต่าง โดยให้แยกไปสร้างเมืองใหม่อยู่ต่างหาก ไกลออกไปจากหลวงพระบาง แต่ก็คงรักษาได้แต่รูปแบบภายนอกของตึกรามบ้านช่องวัดวาอารามเท่านั้นครับ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างห้ามไม่ได้ จากกระแสของเงินทุนและวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาพร้อมกับการท่องเที่ยว

ยังดีที่เมืองน่านของเราเริ่มตระหนักในข้อนี้ และก็ได้มีแนวทางการป้องกันเอาไว้ โดยมีการเปิดหลักสูตรอบรมผู้นำท้องถิ่นให้มีความรู้ความเข้าใจถึงรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างพอเพียง

“ ฃสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านพระราชทานแนวคิดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เมื่อ พ.ศ. 2547 ไว้ว่าอยากให้เมืองน่านเป็นอย่างนี้ไปนาน ๆ นับแต่นั้นเมืองน่านเราก็เน้นการรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในจำนวนที่รับได้ ให้มามีความสุขร่วมกัน โดยไม่ทำลายความสงบสุขของเมืองน่าน” อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม ซึ่งเป็นอาจารย์วิทยากรในการอบรมบอกกับผมไว้ในวันแรก ๆ ที่มาถึงเมืองน่าน

ฟังแล้วก็อุ่นใจว่าไม่ว่าอีกนานแค่ไหน น่านก็ยังคงจะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่สงบเงียบน่ารักให้เรากลับมาขี่จักรยาน
แผนที่เส้นทางน่านสู่หลวงพระบาง

คู่มือนักเดินทาง
• รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ไปถึงนครสวรรค์ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปจนถึงจังหวัดพิษณุโลก เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ไปถึงอำเภอเด่นชัย เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงจังหวัดน่าน รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 675 กิโลเมตร
• รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารประจำทางทั้งแบบพัดลม และปรับอากาศให้บริการจากสถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 เดินทางไปจังหวัดน่านทุกวัน บริษัทขนส่ง จำกัด โทรศัพท์ 0 2537 8055 แพร่ทัวร์ โทรศัพท์ 0 2245 2369 , 0 2245 1697 และ 0 2936 3720 สมบัติทัวร์ โทรศัพท์ 0 2936 2495-6 และ 0 5471 0142 เชิดชัยทัวร์ โทรศัพท์ 0 5471 0326
• รถไฟ ไม่มีรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปถึงจังหวัดน่านโดยตรง แต่สามารถโดยสารรถไฟจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ(หัวลำโพง) ไปลงที่สถานีอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ แล้วต่อรถโดยสารประจำทางไปถึงจังหวัดน่าน ระยะทางประมาณ 142 กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทย โทรศัพท์สายด่วน 1690 หรือโทรศัพท์ 0 2233 7010 , 0 2223 7020
• การข้ามแดน นักท่องเที่ยวสามารถข้ามแดนไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ด่านชายแดนบ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ โดยทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราว ติดต่อทำได้ที่ด่านชายแดนบ้านห้วยโก๋น หรือที่ศาลากลางจังหวัดน่านทุกวันในวันราชการ ค่าแบบฟอร์มผ่านแดนและค่าธรรมเนียม 30 บาท แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและภาพถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 ภาพ หนังสือผ่านแดนนี้ใช้ได้ครั้งเดียว อนุญาติให้พนักอยู่ในพื้นที่แขวงไชยบุสีของสปป.ลาว เท่านั้น และอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน กรณีจะไปหลวงพระบางต้องใช้หนังสือเดินทางเท่านั้น
หมายเหต การข้ามไปเที่ยวลาวด้วยตนเองที่ด่านชายแดนบ้านห้วยโก๋นอาจไม่ค่อยสะดวกในช่วงเวลานี้ แม้ทางลาวจะมีนโยบายให้ด่านน้ำเงินทางฝั่งลาวเป็นด่านสากล แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติยังไม่สามารถทำได้ ควรใช้บริการบริษัทนำเที่ยวประสานงานให้จะสะดวกกว่า หรืออาจติดต่อบริษัททัวร์ท้องถิ่นในจังหวัดน่าน ประสานงานให้ไกด์ลาวมารับก็ได้

ที่พักในเมือง
• โรงแรมเทวราช 486 ถนนสุมนเทวราช โทรศัพท์ 0 5471 0094 , 0 5471 0212 เว็บไซต์ : www.dhevarajhotel.com
• ศศิดารารีสอร์ท 629 หมู่ 4 อ.เมืองน่าน โทร. 054-774-483,054-773-936,081-973-3791 แฟกซ์ 054-773-894 เว็บไซต์ : www.sasidararesort.com
• น่านบูติคโฮเตล โทร. 054-775-532, 084-617-7913, 081-638-8857 แฟกซ์ : 054 711-219 เว็บไซต์ : www.nanboutiquehotel.com

อาหารการกิน

เมืองน่านแม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ แต่เรื่องอาหารการกินนั้นก็มีให้เลือกอร่อยลิ้นหลากหลาย
• มื้อเช้าบนถนนสุมนเทวราชแถวหน้าโรงแรมน่านฟ้า มีให้เลือกหลายร้าน เช่น ร้านโจ๊กเลิศรส ร้านกาแฟมิวมิว ถัดขึ้นไปทางเหนือยังมีร้านเย็นตาโฟป้าใส
• ส่วนมื้อกลางวันถ้าอยากกินอาหารจานเดียวแบบง่าย ๆ ก็ต้องไปร้านวันดา มีอาหารประเภทข้าแกงนานาชนิด ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก รวมทั้งขนมหวานให้อร่อยปากและอิ่มท้องได้ในราคาย่อมเยา หรือถ้าเอาแบบมีบรรยากาศหน่อยก็ต้องแถบถนนสุริยพงษ์ แพววัดมิ่งเมือง มีร้านอาหารบรรยากาศเหนือคือ ร้านเฮือนฮอม กับร้านกาแฟฮอตเบรดให้ละเมียดละไม
• มื้อเย็นหากอยากจะลิ้มลองรสชาติอาหารพื้นเมือง ตรงขึ้นไปทางเหนือตามถนนสุมนเทวราช ก็จะพบร้านเรือนแก้ว และ ร้านสุริยาการ์เดน ที่ตั้งอยู่ติดกัน นอกเหนือไปจากอาหารเหนือมากมายที่เลือกสั่งได้ตามใจชอบแล้ว ทั้งสองร้านนี้ยังตั้งอยู่ติดกับลำน้ำน่าน นั่งกินไปพลางชมทิวทัศน์ไปพลางเจริญอาหารอย่าบอกใคร อีกแหล่งหนึ่งก็คือบริเวณริมน้ำใต้สะพานพัฒนาภาคเหนือที่ข้างไปยังวัดแช่แห้ง ริมตลิ่งบนลานอเนกประสงค์จะมีร้านอาหารเรียงรายหลายร้านให้เลือกนั่งกินลมชมบรรยากาศริมแม่น้ำน่านยามเย็น กินได้ทุกวันชนิดไม่ซ้ำร้านทีเดียว

หอศิลป์
ความสงบและสวยงามด้วยทิวทัศน์ของเมืองน่านเป็นแรงบันดาลใจอย่างดีต่อการสร้างงานศิลปะ จึงมีการก่อตั้งแหล่งเรียนรู้ทางด้านศิลปะร่วมสมัยขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปะ ซึ่งในเมืองน่านมีอยู่ 2 แห่งด้วยกัน คือ
• หอศิลป์ริมน่าน ก่อตั้งและดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยอาจารย์วินัย ปราบริปู ศิลปินชาวเมืองน่าน เป็นแหล่งการแสดงงานศิลปกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ แวดล้อมด้วยทิวทัศน์ของเทือกเขาและสายน้ำอันสวยงาม บนกิโลเมตรที่ 20 จากเมืองน่าน – อำเภอท่าวังผา มีอาคารสตูดิโอแกลเลอรีขนาดใหญ่และขนาดกลางจัดแสดงผลงานของศิลปินและผู้มีความประสงค์เผยแพร่ผลงานศิลปะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตลอดเวลา เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.0 -15.00 นาฬิกา ช่วงเดือน พฤษภาคม - ตุลาคม ปิดวันอังคาร และพุธ ช่วงเดือน พฤศจิกายน - เมษายน ปิดวันพุธ
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หอศิลป์ริมน่าน เลขที่ 122 หมู่ 2 ตำบล บ่อ อำเภอเมือง ฯ จังหวัดน่าน 55000 โทรศัพท์ 08 9962 1332 และ 08 1322 2912
• หอศิลป์พิงพฤกษ์ ก่อตั้งโดยอาจารย์สุรเดช กาละแสน ผู้ล่วงลับ ดำเนินการโดยคุณโสภา กาละเสน เป็นหอศิลป์ขนาดเล็ก ในพื้นที่ 1 งาน จัดแสดงผลงานของอาจารย์สุรเดช กาละเสน ศิลปินเจ้าของผลงานภาพจิตรกรรมฝาผนังตำนานประวัติศาสตร์เมืองน่านในอุโบสถวัดมิ่งเมือง จัดสอนศิลปะให้กับเยาวชน เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 นาฬิกา ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หอศิลป์พิงพฤกษ์ เลขที่ 16 หมู่ 10 ตำบลชัยสถาน อำเภอฯ จังหวัดน่าน โทรศัพท์ 08 9559 7915

ขอขอบคุณ
อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม โรงเรียนสตรีศรีน่าน
คุณพันธุ์พัฒน์ พิชา หอการค้าจังหวัดน่าน
คุณหฤทัย บุญวงศ์โสภณ บริษัทสีสันวาไรตี้ จำกัด
และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ช่วยอำนวยความสะดวกจนสารคดีเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

เอกสารอ้างอิง
คณะทำงานเอกลักษณ์น่าน. เอกลักษณ์ น่าน . เชียงใหม่ : แม็กปริ้นท์, 2549
ชาตรี เจริญศิริ, บรรณาธิการ. นครน่านพัฒนาการแห่งนครรัฐ . กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี การพิมพ์, 2549 .
กรมศิลปากร. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปะ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปกร, 2537 .
สน สีมาตรัง. โครงสร้างจิตรกรรมฝาผนังล้านนา. กรุงเทพฯ : ศิลปากร, 2526 .
สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์, พิมพ์ครั้งที่ 2 ,2539 .

Untitled Document
รู้จักน่านสักนิด...ก่อนมาเยือนน่าน..Let's go to Nan
• ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดน่าน  เยี่ยมชม แสดงความคิดเห็น จังหวัดน่าน
• น่าน ข้อมูลทั่วไปจังหวัดน่าน เดินทางแอ่วน่าน • อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา
• น่าน ประวัติศาตร์จังหวัดน่าน ประวัติศาสตร์น่านอันยาวไกล • อุทยานแห่งชาติ นันทบุร
• ท่องเที่ยว อำเภอเมือง ภูเพียง • อุทยานแห่งชาติ ขุนน่าน
• ท่องเที่ยว ท่าวังผา : ปัว • อุทยานแห่งชาติ ถ้ำสะเกิน
• ท่องเที่ยว ทุ่งช้าง : เชียงกลาง : เฉลิมพระเีกียรติ • อุทยานแห่งชาติ ขุนสถาน
• ท่องเที่ยว สองแคว : บ้านหลวง : บ่อเกลือ • อุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน ดอยเสมอดาว
• ท่องเที่ยว สันติสุข : แม่จริม • อุทยานแห่งชาติ แม่จริม ล่องแก่งน้ำว้า
• ท่องเที่ยว เวียงสา : นาน้อย : นาหมื่น • วนอุทยาน ผาตูบ
• ด่านชายแดนห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ : ประตูสู่หลวงพระบาง • โปรแกรมทัวร์น่าน - หลวงพระบาง
• โรงแรม รีสอร์ท ที่พัก เกสต์เฮาส์ จังหวัดน่าน • แผนที่น่าน : แผนที่เมืองน่าน
• ร้านอาหาร ของกิน จังหวัดน่าน • กาแฟน่าน ร้านกาแฟน่าน
• ช้อปปิ้ง ของฝาก โอทอป จังหวัดน่าน • รถเช่าน่าน : รวมรถเช่าน่าน รถเก๋ง รถตู้ รถบัสให้เช่าน่าน
• เทศกาลและงานประเพณีน่าน • สปาน่าน นวดแผนไทยน่าน
Untitled Document
ทัวร์โปรโมชั่นพิเศษ....
ทัวร์น่านหลวงพระบาง ทัวร์หลวงพระบางทางน่าน
• LAO01 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน น่าน (ทางเรือ) น่าน ด่านห้วยโก๋น เส้นทางสายใหม่ ท่าเรือปากห้วยแคน ล่องแม่น้ำโขงหลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปเรือกลับเรือ)

• วันที่ 8 - 10 ก.ค. 60 ท่านละ 6,900 บาท (เปิดจองแล้วค่ะ)
ทัวร์น่านหลวงพระบางทางรถ

• LAO02 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน (ทางรถ) น่าน ด่านชายแดนห้วยโก๋น ลาว เมืองเงิน หงสา ไชยะบุรี หลวงพระบาง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปรถกลับรถ)

• กรุ้ปส่วนตัว เดินทางตั้งแต่ 5-6 ท่านขึ้นไป สามารถกำหนดวันเดินทางได้เองค่ะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะคะ
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 9,900 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทาง สามารถเลือกเดินทางได้ทุกวันค่ะ)

• LAO03 ทัวร์น่านหลวงพระบาง วังเวียง เวียงจันทน์ 4 วัน 3 คืน น่าน ด่านห้วยโก๋น เมืองเงิน ปากห้วยแคน ล่องเรือแม่น้ำโขงสู่หลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง พระราชวังหลวง พระธาตุพูสี น้ำตกตาดกวางสี วังเวียง พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ประตูชัย เวียงจันทน์ หนองคาย

• สำหรับกรุ๊ปส่วนตัว 25 ท่านขึ้นไป
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 16,500 บาท

ลานนาทัวร์ริ่ง : โทร. 086-345 3730, 087-579-3337, 054 - 765 222 แฟกซ์ 054-710195
สำนักงาน จ.น่าน : 202 หมู่ 1 บ้านท่าล้อ ตำบล ฝายแก้ว อำเภอภููเพียง จ.น่าน 55000

Your Travel We Care..